เลื่อนงานประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 เป็น 2-4 กุมภาพันธ์ 2555

สืบเนื่องจากมหาอุทกภัยที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 เห็นชอบให้เลื่อนวันจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 จากเดิม 19-21 ธันวาคม 2554 เป็น 2-4 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ภายใต้ประเด็นหลัก "รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ" โดยระหว่างนี้ จะเร่งรัดให้มีการปรับปรุงร่างข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม ให้สอดคล้องและครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้นให้รอบด้านและคมชัดมากยิ่งขึ้น
“เหตุที่ต้องเลื่อนจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติออกไปก็เพราะเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ แห่งชาติทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมส่วนใหญ่ ต่างติดภารกิจเร่งด่วนในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ในขณะที่บางท่านก็กำลังประสบภัยเสียเอง ไม่สะดวกในการเดินทางมาร่วมประชุม เราคิดว่าเครือข่ายควรลงแรงช่วยกันกู้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เสร็จสิ้นเสียก่อน รวมทั้งในช่วงของการเกิดวิกฤตครั้งนี้ได้มีการปฏิบัติการต่าง ๆ มากมายในพื้นที่ จึงจะขอใช้ช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ ให้ความสำคัญกับการถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริงในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงาน องค์กร และพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงร่างข้อเสนอเชิงนโยบายที่กำหนดเป็นระเบียบวาระว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติให้แหลมคมสมสมัยยิ่งขึ้นด้วย” รศ.ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา ประธานกรรมการ คจ.สช. กล่าว
สอบถามรายละเอียด โทร. 02 832 9000 และร่วมติดตามข่าวสารสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ทาง www.samatcha.org
เอกสารหลัก และร่างมติประเด็นการจัดการภัยพิบัติ
คลอดแล้ว เอกสารหลักและร่างมติประเด็นการจัดการภัยพิบัติ
เอกสารประกอบการพิจารณาระเบียบวาระที่ 2 ของงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ และงานวิชาการ "ไอดินกลิ่นใต้"
วันที่ 13-15 มกราคม 2554 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ศูนย์ตรัง อ.เมือง จ.ตรัง
One Voice ภาคใต้ ต่อ 6 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

ด้วยเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้จัดการประชุม สมัชชาสุขภาพภาคใต้ ครั้งที่ 2 และงานวิชาการ “ไอดิน กลิ่นใต้” ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2555 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง อ.เมือง จ.ตรัง
เป้าหมายเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ด้วยตนเอง โดยพิจารณาความคืบหน้าในการผลักดันมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2551-2553 สามประเด็น และระดมทัศนะจากทุกเครือข่าย เพื่อยกร่างข้อเสนอร่วมในการจัดการภัยพิบัติ พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งพิจารณาหาความเห็นร่วม (ONE VOICE) ต่อร่างข้อเสนอฯ ทั้งหกระเบียบวาระของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554 ได้แก่
- การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง
- การบริหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็กอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน
- การจัดการปัญหาการฆ่าตัวตาย (สุขใจ...ไม่คิดสั้น)
- การจัดการปัญหาโฆษณายาและอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณยาที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี และโทรทัศน์ดาวเทียม
- ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ และ
- การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ
หมอประเวศ ชี้ไทยประสบภัยพิบัติขั้นวิกฤต ย้ำทุกฝ่ายร่วมมือ ชูชุมชน-ท้องถิ่นเป็นแกนกลาง

“ราษฎรอาวุโส” เสนอ 6 แนวทางในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เน้นจัดการปัญหาภัยพิบัติอย่างก้าวกระโดด ย้ำคนไทยต้องร่วมมือกล้าเผชิญวิกฤต ตั้งคณะกก.ป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติจากผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วน ด้าน“ภาครัฐ” ยัน พร้อมรับมติจากทุกภาคส่วนที่นำประโยชน์สู่ปชช.
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิ และราษฎรอาวุโส แสดงปาฐกถาในพิธีเปิดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 ในหัวข้อ "รับมือภัยพิบัติ จัดการสุขภาวะ" ว่าภัยพิบัติถือเป็นภัยหลวงที่กระทบต่อสุขภาวะของคนไทย ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องเผชิญกับภาวะนี้อีกอย่างน้อย 20 ปี พร้อมระบุภัยพิบัติไม่ได้มีเพียงภัยธรรมชาติ แต่ภัยพิบัติคือการบรรจบของวิกฤตต่างๆ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิกฤตการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการแย่งชิงทรัพยากร
ศ.นพ.ประเวศ กล่าวถึงวิกฤตที่ผ่านมาเกิดจากการคิดแบบแยกส่วน ซึ่งส่งผลทำให้สังคมขาดพลัง แนวทางที่ควรจะเป็นในการเผชิญหน้ากับวิกฤตวันหน้าคือ คนไทยต้องร่วมมือกัน ต้องเลียนแบบตัวอมีบ้า สัตว์เซลเดียว ที่ยามปกติ จะต่างคนต่างอยู่ แต่ในสภาวะวิกฤตก็จะกระจุกตัวกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต
“ทุกวันนี้ สังคมไทยใช้แต่สมองส่วนหลัง ซึ่งเป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลาน ใช้แต่การต่อสู้ เต็มไปด้วยความเกลียด ความโกรธ ขณะที่สมองส่วนหน้าหดหาย ซึ่งเป็นส่วนของสติปัญญา ความรู้ จริยธรรมและศีลธรรม ดังนั้น เพื่อการพัฒนา ประเทศไทยต้องเข้าเกียร์ใหม่ เปลี่ยนจากเข้าเกียร์หลังมาเกียร์หน้าแทน”
ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ จำต้องเชื่อมโยงส่วนที่แตกต่างเพื่อเผชิญภัยพิบัติและภัยสุขภาวะ โดยเสนอแนวทาง 6 ประเด็น คือ
1.คนไทยต้องเปลี่ยนโลกทัศน์ วิธีคิด จิตสำนึกใหม่ และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะคนไทยคิดเสมอว่าเราจะไม่ประสบภาวะวิกฤต จึงไม่มีใครเตรียมตัว เราต้องเพิ่มสมรรถนะเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในข้อมูล
2.สร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทั่วประเทศเพื่อรับมือภัยพิบัติและจัดการภัยสุขภาวะ คือต้องสำรวจข้อมูลว่าภัยพิบัติในพื้นที่ของตนจะเกิดจากอะไรได้บ้าง จะป้องกันและรับมืออย่างไร ใครจะต้องทำอะไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง จะสื่อสารให้รู้ทั่วถึงกันอย่างไร ทำการซักซ้อมการเผชิญภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ
มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรมีศูนย์ศึกษาภัยพิบัติ เพื่อศึกษาลักษณะของภูมิประเทศ และภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การร่วมมือ โดยร่วมมือระหว่างชุมชนกับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
มีระบบการสื่อสารที่สื่อสารให้รู้ความจริงถึงกันโดยทั่วถึง เพราะที่ผ่านมามีการสื่อสารสับสน จนไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง
5.มีเครื่องมือการตัดสินใจทางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในทุกเรื่อง เพราะระบบรัฐ ระบบราชการและระบบการเมืองที่ผ่านมาเป็น “ระบบอำนาจ” ไม่ใช่ “ระบบปัญญา” จึงแก้ปัญหาอะไรไม่ค่อยได้ รวมทั้งควรมีการตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งนอกจากมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการแล้ว ควรมีกรรมการเสียงข้างมากที่รู้จริง ที่มาจากผู้นำชุมชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสาร และมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อสรรหาผู้มีความสามารถมาบริหารยุทธศาสตร์ และทำงานต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนราชการที่เต็มไปด้วยข้าราชการที่ไม่มีสมรรถนะ เสี่ยงต่อความล้มเหลว
6.ออกพระราชบัญญัติป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ มีการรวบรวมความรู้ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งหมดมาบัญญัติเป็นกฎหมาย เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน ตัวอย่างเช่นประเทศเยอรมนี มีกฎหมายน้ำท่วม คือหากให้ข่าวที่ไม่จริงจะถูกจับ เพราะถือเป็นการทำร้ายสังคม
ขณะที่ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า สมัชชาสุขภาพเป็นการรวมตัวระหว่างเครือข่ายหลายภาคส่วน นำไปสู่ข้อสรุป ซึ่งท้ายสุด คนที่ได้ประโยชน์ที่แท้คือ “ประชาชน” ในฐานะตัวแทนภาครัฐ ยินดีสนับสนุนและผลักดันมติเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย
“ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นฟูเข้าสู่ภาวะปกติได้ แม้จะใช้การจัดการจากทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจะเน้นนโยบายระยะยาว โดยเตรียมพร้อมเรื่องการผลักดันพระราชกำหนดเพื่อรับมือกับภัยพิบัติโดยเฉพาะ เช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งต้องเร่งดูแลแก้ปัญหาในภาพรวมเพื่อให้ประเทศพ้นจากวิกฤต และเกิดความเชื่อมั่น
“ในฐานะที่ดูแลด้านสาธารณสุขก็จะนำมติเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผล แต่ยอมรับว่าหลายส่วนยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ เช่น เรื่องเหตุฉุกเฉิน ระบบส่งต่อ เรื่องยารักษาโรค การแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข แต่สิ่งที่อยากฝากคือการจะผ่านพ้นวิกฤติได้ “คนไทยต้องไม่ทิ้งกัน”
นางปรีดา คงแป้น กรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า ภัยที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แต่ภัยจากธรรมชาติ แต่ยังมีภัยจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนสัญญาณเตือนมนุษย์ว่าไม่ให้เราโลภ หรือหลงกับการพัฒนา ไม่ให้เราใช้ทรัพยากรอย่างทารุณ
“ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ มีคนเดือดร้อนจำนวนมาก และที่ผ่านมา การช่วยเหลือของหลายหน่วยงานมีข้อจำกัด เช่น ไม่มีแผนรับมือ ระบบที่วางไว้เกิดขัดข้อง หรือขาดความยืดหยุ่น ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาที่ดีสุดคือให้ชุมชนเป็นแกนกลางในการจัดการภัยพิบัติเอง เนื่องจากเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบ”
กรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า เราต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสคือ
1.ต้องผลักดันความเดือดร้อนประชาชนให้นำไปสู่การพัฒนา
2.บรรเทาความเดือดร้อนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
3.สนับสนุนให้ “คนใน” ดูแลกันเอง
4.กระจายความช่วยเหลือสู่ผู้เดือดร้อนเองเพื่อความรวดเร็ว และตัดวงจรการทุจริต
5.สร้างความผูกพัน ทำให้หลายชุมชนก้าวผ่านความชัดแย้ง
6.กระบวนการเยียวยาจิตใจให้มีพลัง ตั้งหลักเดินหน้า
7.พัฒนาศักยภาพชุมชนเชิงโครงสร้างสู่การร่วมมือจัดกันระยะยาว และ
8.สร้างจิตสำนึกสาธารณะ พลิกจากชุมชนประสบภัยเป็นชุมชนแห่งการป้องกันภัย มีการพัฒนาแนวราบแทนแนวดิ่ง
ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่การจัดการให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลที่ใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาดังกล่าวกว่า 3.5 แสนล้านบาท จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย
ด้าน นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด กล่าวว่า นครปากเกร็ดถือเป็นท้องถิ่นเล็กๆ แต่ทุกฝ่ายพยายามบริหารจัดการโดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่ เข้าใจภาพรวมพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาเข้าใจว่ามีหลายท้องถิ่นที่พยายามปกป้องพื้นที่ตนเอง บางที่ก็สำเร็จ บางที่ก็ประสบปัญหา แต่สิ่งที่สะท้อนท้ายสุดคือการทำให้ทุกพื้นที่เกิดความร่วมมือร่วมใจ
จากภัยพิบัติที่ผ่านมาทำให้มองเห็นว่าชุมชนมีกระบวนการแก้ปัญหาซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ต้องอาศัยคนในชุมชนแต่ละพื้นที่ร่วมกันหารูปแบบที่เหมาะสมของตนเอง เพื่อนำไปสู่การจัดการและการรับมือที่ดี ตัวอย่างจากพื้นที่นครปากเกร็ด ทีมงานมีการประเมินตลอดว่าเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ ทำให้ต้องสร้างแผนป้องกันสาธารณภัยโดยปรับปรุงทุกปี เพราะภัยพิบัติแต่ละครั้ง บริบทของปัญหาต่างกัน ส่วนหนึ่งที่สำเร็จคือมีกำลังคน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณพอสมควร รวมทั้งมีการสื่อสารทำความเข้าใจผ่านเครือข่ายชุมชนเพื่อสร้างความมั่นใจ สร้างขวัญและกำลังใจให้คนในพื้นที่
อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครสามารถจัดการปัญหาได้สำเร็จเพียงลำพัง โดยเฉพาะปัญหาภัยพิบัติดังนั้น ข้อเสนอคือรัฐต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ให้ท้องถิ่นสามารถนำทรัพยากรมาแก้ปัญหาภัยพิบัติแบบบูรณาการ ส่วนภาครัฐผันตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณและข้อมูลที่ถูกต้อง
ที่มา http://www.thaireform.in.th/2011-12-30-06-57-30/item/7061-2012-02-02-14-28-51.html
มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554

มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4
1. ความปลอดภัยทางอาหาร: การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ
2. การจัดการปัญหาการฆ่าตัวตาย (สุขใจ...ไม่คิดสั้น)
3. การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง
4. การบรหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็ก อย่างยั่งยืนฯ
5. การจัดการปัญหาโฆษณายาและอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณยาฯ
6. การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยฯ
จาก "ไอดินกลิ่นใต้ สู่ แผ่นดินทองสองฝั่งนที "

เมื่อวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2555 ณ โรงแรมนานาบุรี อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร
เวทีสรุปบทเรียนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ปีงบประมาณ 2554
และวางแผนการขับเคลื่อนงาน ปีงบประมาณ 2555-2556 กลุ่มพื้นที่ภาคใต้
ผู้เข้าร่วม
- ตัวแทนเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด 14 จังหวัด(ขาดตัวแทนจังหวัดภูเก็ต)
- ผู้แทนสมัชชาสุขภาพภาคใต้ที่เป็นกลไกต่างๆ เช่น คสช. คบ. คจสช. คพส. ผู้เข้าร่วม PHPP PROGRAM
- ผู้แทนสื่อท้องถิ่นภาคใต้
- เจ้าหน้าที่ สช. ได้แก่ คุณสุทธิพงศ์ คุณจารึก ไชยรักษ์
- สจรส.ม.อ ได้แก่ อ.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ คุณวินิจ ชุมนูรักษ์ คุณเชภาดร จันทร์หอม
โจทย์แรก คือ การสรุปบทเรียนการจัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้
ต้นน้ำ
1.ประเด็นกลไกคณะทำงาน
- สสจ.จำเป็นต้องเป็นแกนหลักหรือไม่
- องค์ประกอบสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา บทบาทสมดุลหรือไม่
- ควรมีการติดตามงานที่กระชับมากขึ้น
- ทีมติดตามยังเห็นบทบาทน้อย
- ทีมดำเนินการประชุม ดำเนินการได้ดี
2.บทบาทเจ้าภาพร่วม
- ตรังโดดเด่น แต่พัทลุงไม่ค่อยเห็นบทบาท
- ควรจัดบทบาทความสัมพันธ์อย่างไร
3. การเตรียมความพร้อมของเครือข่ายจังหวัด
4. ประเด็น
- มีประเด็นของภาคใต้ แต่ขาดประเด็นของจังหวัด
กลางน้ำ (กระบวนการตัดสินใจ)
1. รูปแบบสมัชชาสุขภาพภาคใต้
- ควรเหมือนหรือต่างจากเวทสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
2. การเชื่อมประสานกับสมัชชาต่างๆในภาคใต้อย่างไร
3. การเตรียมความพร้อมของตัวแทนจังหวัด
- ทำอย่างไรให้มีความเป็นตัวแทน
4. บทบาทกติกาการประชุม
- ควรมีการกำหนดให้ชัด
5. ระบบเอกสาร
- ร่างมติ
- สรุปเอกสารมติ
6 . สถานที่ /อาหาร / ที่ละหมาด
ประเด็นแลกเปลี่ยนอื่นๆ
- ควรมีสัญลักษณ์หรือวิธีการในการบอกห้องย่อยให้ชัดเจนขึ้น
- การควบคุมกติกาในห้องประชุม
- กระบวนการสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ทำให้การไปเข้าร่วมงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติชัดเจน เข้าใจประเด็นมากขึ้น
- ควรจัดทำแนวทางการประชุมสมัชชาสุขภาพภาคใต้
- ภาคใต้ควรมีรูปแบบของตนเอง
- การสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ ทำอย่างไรให้คนอีกจำนวนมากได้เข้าร่วมงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ / สมัชชาสุขภาพทางอากาศ
- อยากให้ความสำคัญกับด้านศิลปวัฒนธรรม / ควรทำให้ลึกให้ถึงราก
โจทย์ที่ 2 คือ งานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ปี 2555
สรุป
กิจกรรมหลัก
- สมัชชาสุขภาพภาคใต้ ปี 2555 “แผ่นดินทอง สองฝั่งทะเล”
- สมัชชาสุขภาพ 4 กลุ่มจังหวัด
- การสนับสนุนวิชาการ จิตวิญญาณสมัชชาสุขภาพ และสื่อสารสาธารณะ
1.สมัชชาสุขภาพภาคใต้ ปี 2555 “แผ่นดินทอง สองฝั่งทะเล”
1.1การขับเคลื่อนและติดตามมติ
- แผนพัฒนาภาคใต้
- พื้นที่จัดการตนเองและชายแดนใต้
- การจัดการภัยพิบัติและลุ่มน้ำ
- เด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ
1.2 วาระของ 4 กลุ่มจังหวัด
1.3 ห้องวิชาการ การเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
2.สมัชชาสุขภาพ 4 กลุ่มจังหวัด
2.1 )กลุ่มจังหวัด ชุมพร/ระนอง/สุราษฎร์/ พังงา
ประเด็นร่วม การจัดการภัยพิบัติและลุ่มน้ำ
ประเด็นของแต่ละจังหวัด (4 จังหวัด)
2.2 )กลุ่มจังหวัด ปัตตานี/ยะลา/นราธิวาส/สงขลา
ประเด็นร่วม นโยบายชายแดนใต้
ประเด็นของแต่ละจังหวัด
2.3)กลุ่มจังหวัด พัทลุง/ตรัง/สตูล
ประเด็นร่วม แผนพัฒนาภาคใต้
ประเด็นร่วมของแต่ละจังหวัด
2.4)กลุ่มจังหวัดนคร/กระบี่/ภูเก็ต
ประเด็นร่วม พื้นที่จัดการตนเอง
ประเด็นของแต่ละจังหวัด
ระยะเวลาจัดงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม
---------------------------------------------------------------------------------
ข้อคิด มองไปข้างหน้า สมัชชาสุขภาพ
1. สร้างและสะสมทุนทางสังคมที่หาได้ยากในกลไกอื่น
2. สร้างสรรค์ความหลากหลายของรูปแบบการมีส่วนร่วม
3. สร้างช่องทางที่เชื่อมโยงความเห็นร่วมสู่การเปลี่ยนแปลง
4. สร้างกระบวนการสมัชชาสุขภาพให้เป็นวิถีแห่งสันติวิธี
5. สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วยกระบวนการสานเสวนา
6. ความจริงคือสิ่งที่ได้ผล
โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (สมัชชาสุขภาพ ปรัชญา แนวคิดและจิตวิญญาณ)
ความพร้อมและความต้องการ การพัฒนาศักยภาพและการสนับสนุนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ

เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ตัวแทนจากภาคประชาชน ภาครัฐ ผู้ประกอบการ(ภาคเอกชน) และองค์กรปกครองสาวนท้องถิ่น จากทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อระดมความเห็นความพร้อมและความต้องการ การพัฒนาศักยภาพและการสนับสนุนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ จาประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยนายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มหลักการการประเมินผลกระทบทางสุขภาพได้มาให้ข้อคิดและชี้ให้เห็นความสำคัญและจำเป็นในการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ คุณเพ็ญ สุขมาก นศ.ปริญญาเอกคณะการจัดการสิงแวดล้อมก็ได้นำเสนอผลการสำรวจข้อมูลความต้องการและความพร้อมในการสนับสนุนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA)
ศึกษาดูงาน เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนเป็นสุข

ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมศึกษาดุงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การขับเคลื่อนชุมชนให้เปนชุมชนสุขภาวะ ที่จ.เชียงราย โดยมีผู้เข้าร่วมที่ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการอำนวยการแผนงาน สสส.สำนัก๖ ทีมติดตามทั่วไป ทีมติดตามเฉพาะประเด็น ทีมสังเคราะห์ความรู้ทีมสื่อสารสาธารณะ และเจ้าหน้าที่ สสส. วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ ก็เดินทางเข้าที่พักที่ โรงแรมเดอะเลเจนต์ จ.เชียงราย วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕ โปรแกรมเริ่มตั้งแต่เช้า เดินทางออกจากที่พักเวลา ๐๘.๓๐ น.ไปยังบ้านเหมืองหลวง ม.๙ ต.ป่าหุ่ง อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อศึกษา ดูงาน โครงการธนาคารความดี เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนทำความดี โดยใช้วิถีวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ ซึ่งเป็นกุศโลบายที่แยบยล ดดยธนาคารความดีแบ่งออกเป็น๗ สาขา เที่ยงก็ได้รับประทานอาหารพื้นเมืองร่วมกับชุมชน พอบ่ายโมงก็ออกเดินทางสู่บ้านโป่งศรีนคร ม.๑๑ ต.โรงช้าง อ.ป่าแดด จ.เชียงราย เพื่อศึกษาการส่งเสริมชุมชนสรางเสริมสุขภาวะให้น่าอยู่ โดยชุมชนนี้เป็นชุมชนที่เป็นชุมชนต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียง ผู้นัชุมชนและคนในชุมชนมีความเข้มแข็ง มีสภาชุมชนที่มีการประชุมร่วมกันอย่างสมำเสอ มีมาตรการทางสังคมที่มาจากคนในชุมชนและยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ดดยการเรียนรู้ คณะผู้ศึกษาดูงานต้องเดินไปเรียนรู้กิจกรรมไปได้หลากหลาย เช่น การเยี่ยมช กลุ่มเลี้ยงสัตว์น้ำ กลุ่มจักสานไม้กวาด ไทร กลุ่มทำปุ๋ยหมักนาคารข้าว กลุ่มปลูกผักปลอดสาร กลุ่มธนาคารขยะ กลุ่มถักยอ ช่วยบ่ายอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว คณะศึกษาดูงานเริ่มออกอาการเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่จากความตั้งใจของเจ้าภาพ ทำให้มีพลังเพิ่มขึ้นอีก ก่อนรับประทานอาหารเย็นก็มการล้อมวงคุยแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ข้าร่วมศึกษาดูงานและทีมคณะทำงานในชุมชน ช่วงเย็นรับประทานขันโตกที่เจ้าภาพจัดตรียมไว้พร้อมชมการแสดงพื้นบ้านที่งดงาม ประมาณ ๑๙.๐๐ น.จึงเดินทางกลับ โดยระวห่างทางมีโอกาสและปลี่ยนกับทีมศึกษาดูงาน กลับมาถึงโรงแรมประมาณ ๒๐.๐๐ น. หมดแรงกันถ้วนหน้า
กลับไปพักผ่อนเตรียมร่างกายเพื่อดูงานวันต่อไป วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕ ตื่นแต่เช้า รับประทานอาหารเช้า ประมาณ ๐๘.๓๐ น.เดินทางสู่บ้านสันหนองล้อม ต.ป่าก่อดำ อ.แม่ลาน จ.เชียงราย เพื่อศึกษาโครงการบ้านร่มเย็นคนเป็นสุข บ้านสันหนองล้อม ดดยเป็นพื้นที่เน้นการพึ่งตนเองบฐานทุนภูมิปัญญา มีการทำแปลงนาสาธิตปลอดสารเคมีที่คนในชุมชนมีส่วนร่วม ดดยเมื่อเดินทางถึงคณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ้นด้วยชุดการแสดงของเยาวชน ในการตีกลองสะบัดชัย ถือเป็นการเอาฤกษ์ วันนี้อากาศดี ผมเองนับเป็นครั้งแรกในชีวิตได้มีโอกาสดำนา แม้จะไม่เป็นมาก่อนแต่มีพี่เลี้ยงและครูดีช่วยสอนแยอะ พอดำนาเสร็จก็ไปดูแปลงสาธิต การทำบ้านดิน การทำป๋ยวชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของชุมชน ก่อนเที่ยงทางผู้ศึกษาดูงานก็ได้เปิดวงร่วมแลกเปลี่ยนกันกับเจ้าของพื้นที่ เที่ยงก็รับประทานอาหารที่บนคันนาแปลงสาธิต บรรยากาศดีมากถึงแม้จะร้อนไปสักนิด มีการแสดงจากเยาวชนประกอบทำให้ได้รสชาติอีก บ่ายโมงออกเดินทางสู่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อชมศิลปวัฒนธรรม และควางามอันอลังการ ของสะสมส่วนตัวของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ ๑๔ .๐๐ น.คณะผู้ศึกาดูงานจึงออกเดินทางสู่สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายเพื่อเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร
ออ งานนี้ยังได้กระแทกไหล่คนดัง ทิดเป้ ซึ่งร่วมกับคณะศึกษาดูงาน ทำสกู๊ปรายงานข่าวตลอดระยะเวลาที่ศึกษาดูงานซึ่งตบท้ายอ้วยเอกลักษณ์ประจำตัว อย่างๆนี้ก็มีด้วยคร๊าบ
พัฒนาศักยภาพพี่เลี้ยงโครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่

เมื่อวันที่ 3-4 มีนาคม 2555 ณ โรงแรมโกลเดนท์คราวน์พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พี่เลี้ยง โครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ภาคใต้ มาพบกันอย่างพร้อมเพรียง หลังจากไม่ได้เจอกันตั้งแต่มีการปฐมนิเทศผู้รับทุนโครงการ โดยครั้งนี้มีการนัดหมายกันเพื่อมานำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานติดตามโครงการที่รับผิดชอบรวมทั้งมาป้อนข้อมูลในเว๊บไซต์ จากการรายงานผลการดำเนินงานทำให้พบ่วามีโครงดีๆจากหลายพื้นที่ที่สามารถดำเนินงานได้ผลอย่างดีเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้พื้นที่เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในการทำงานเพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนมีพื้นที่สาธารณะให้คนในชุมชนได้พบปะพูดคุย มีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนับว่าโครวการเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของคนในชุมชนอย่างแท้จริง
สมัชชาจังหวัดปัตตานี เรื่องการจัดทำเอกสารร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย สมัชชาสุขภาพจังหวัดปัตตานี

วันที่ 27 ธันวาคม 2554 เริ่มต้นด้วย " ลดอำนาจรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมให้สังคม ปฎิรูปประเทศไทย ฉีกกรอบคิด นำไปสู่สังคมสุขภาวะ " แนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะจังหวัดปัตตานี ณ โรงแรมเซาเทริ์นวิว อ.เมือง จ.ปัตตานี
เครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดปัตตานีซึ่งมีประเด็นร่วมการขับเคลื่อน และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายใน 4 ประเด็นซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เครือข่ายทั้งสามภาคส่วนเห็นร่วมกันว่าเป็นประเด็นสำคัญของคนปัตตานีที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ได้แก่ ปัญหาสุขภาพจิตจากสถานการณ์ความไม่สงบ ปัญหาโรคติดต่อ ปัญหาคุณภาพอนามัยแม่และเด็ก พฤติกรรมสุขภาพจากการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ผศ.ดร.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการระบบสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (สจรส.มอ.) ให้ข้อสเนอแนะเพิ่มเติมต่อข้อเสนอเชิงนโยบายของทั้งสี่ประเด็นพร้อมทั้งเพิ่มความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมในการปฏิรูปสังคมสุขภาวะ และการร่วมกำหนดทิศทางของตนเองด้วยตัวเองโดยกระบวนการสมัชชาสุขภาพ
หลักการ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม หลักคิด หน้าที่ของความเป็นพลเมือง มากกว่า งานที่ทำ การพัฒนาการวิเคราะห์ว่าอะไรที่สำคัญ อะไรคือปัญหา สถานการณ์เป็นยังไง รุนแรงมั้ย มีทุนอะไรเท่าไร ปัจจัยอะไรสำคัญ (คน สภาพแวดล้อม กลไก) แต่ละปัจจัยมีวิธีการอะไร ที่สำคัญๆ จัดลำดับความสัญ ยุทธศาสตร์คือวิธีการสำคัญ เริ่มคิดปัจจัย
แผนยุทธศาสต์ จะบรรลุอะไร และจะต้องใช้วิธีการอะไร การทำแผนยุทธศาสตร์ใช้คำถามหลัก 4 ข้อ อยู่ที่ไหน (สถานการณ์เป็นอย่างไร ขนาดปัญหา สถานการณ์มากน้อยขนาดไหน) จไปไหน(การวางเป้าหมาย สดๆ จะบรรลุผลสำเร็จช่วงเวลาหนึ่งต้องทำแค่ไหน) จะไปอย่างไร (วิธีการ ทำกับใคร ภาคีหลัก ภาคียุทธศาสตร์) ไปถึงรึยัง (ประเมินผลอย่างไร)
แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ในมุม road map มองเห็นจุดหมาย เห็นว่ากว่าจะไปถึงจุดหมายต้องผ่านอะไรบ้าง และต้องใช้เวลาเท่าไร ใช้วิธีการอะไร ในมุมroute map ไปดดยวิธีไหน การวางจุดหมายว่าจะไปถึงไหนขึ้นอยู่กับว่าเรามีทุนอะไรบ้าง


