ฅนใต้สร้างสุข [The Southern Happyness Action Networks]

จับกระแสสมัชชา

สมัชชาสุขภาพ : ปรัชญา แนวคิดและจิตวิญญาณ

photo  , 275x183 pixel , 6,857 bytes.

ปาฐกถา เปิดประชุม 10 ปี สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
        สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพล้านนา และ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพทั่วประเทศ จัดประชุมวิชชาการ “1 ทศวรรษสมัชชาสุขภาพ” ถกแถลง ๖๖ เรื่อง มุ่งตรวจสอบกลไกสมัชชาสุขภาพจากการขับเคลื่อนงานตลอดสิบปี เพื่อแสวงหาแนวทางร่วมพัฒนาประสิทธิภาพกลไกรับมือภัยสุขภาวะในอนาคต
        ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ปรัชญา แนวคิด และจิตวิญญาณของสมัชชาสุขภาพ” โดย นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
วันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔  ณ ห้อง Grand View ๓

บทสรุปสาระสำคัญ           นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) เปรียบเทียบสมัชชาสุขภาพเหมือนสายธารแห่งการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีส่วนกำหนดการไหลของสายธารนี้ซึ่งต้องไหลอย่างมีแผนที่ภูมิทัศน์และมีจุดหมาย แต่อย่างไรก็ตามสายน้ำแห่งนี้จะยังคงไหลอย่างไม่เคยหยุดนิ่งหยุดหย่อนเพราะช่วยหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งต่างๆ อยู่การปาฐกถานี้ไม่ใช่การทบทวนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่บทสรรเสริญสมัชชาสุขภาพ และไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้เนื่องจากอะไรก็ตามที่มีคำตอบสำเร็จรูปมักจะแข็งทื่อและขาดความยืดหยุ่นนอกจากนี้ ยังได้อ้างถึง มหาตม คานธี ที่กล่าวไว้ว่า “ความไม่พึงพอใจในระดับที่พอเหมาะถือเป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนา”ผู้นำเสนอได้แบ่งการบรรยายเป็นประเด็น ๆ ดังนี้
เป้าหมายในการนำเสนอครั้งนี้
๑. แสวงหาความหมายของสมัชชาให้เห็นเด่นชัด เนื่องจากหากเราทำอะไรโดยไม่รู้ความหมายจะทำให้รู้สึกเหมือนงานที่เรากำลังทำอยู่นั้นเป็นภาระ โดยนายแพทย์โกมาตร ได้เปรียบเทียบให้เห็นในเรื่อง “ความหมาย” กับ 3I ได้แก่
    ๑) Identity (การรับรู้ ซึ่งไม่จำเป็นว่าเราจะรับรู้ได้ถูกต้องเสมอไป แต่จำเป็นต้องดูบริบทประกอบ)
    ๒) Integration (บูรณาการ เราจะต้องสามารถเชื่อมโยงไปหาสิ่งอื่น ๆ เป็น เพื่อที่จะช่วยให้ปรากฏความหมายที่ชัดเจนและถูกต้องเกิดขึ้น) และ
    ๓) Imagination (จินตนาการ การมีจินตนาการร่วมด้วยจะช่วยก่อให้เกิดความหมายทางวัฒนธรรมขึ้นได้)
๒. วิเคราะห์ประเด็นสำคัญ
๓. เสนอตัวอย่างและทางเลือก
๔. ทิศทางและแนวทางไปข้างหน้า

บริบทสมัชชาสุขภาพ : การปฏิรูประบบสุขภาพ การปฏิรูประบบสุขภาพที่ผ่านมาสามารถสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็น ๒ สิ่ง ได้แก่
๑. การขยายนิยามของคำว่าสุขภาพให้กว้างขึ้นเป็น “สุขภาวะ” (expanding the definition of health)
๒. การก้าวพ้นข้อจำกัดของการเป็นนโยบายแบบทางการที่ประชาชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากนัก ดังนั้นจึงเกิดการสร้างพื้นที่ใหม่ให้กับประชาชน โดยให้ประชาชนคนเล็กคนน้อยได้มีโอกาสมาร่วมกำหนดอนาคตตนเอง (การสร้างความหลากหลายของกลไกนโยบายให้เกิดเป็นกลไกที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้) (pluralization of policy processes)

จิตวิญญาณสมัชชา
๑. จิตวิญญาณของ “ประชาธิปไตยโดยตรง” : ต้นแบบของประชาธิปไตยในอารยธรรมตะวันตกคือระบอบประชาธิปไตยแห่งนครรัฐเอเธนส์ ซึ่งพลเมืองเข้าร่วมในสมัชชาเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ได้แก่ ออกกฎหมาย ตัดสินคดี โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาร่วมด้วยความสมัครใจ คือ พลเมืองสามารถเข้าไปร่วมสมัชชาเพื่อออกกฎหมาย และตัดสินคดีด้วยตนเองได้ โดยไม่มีผู้แทน อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตสาธารณะของคน Athens
มีการกล่าวว่าเนื่องจากสมัยก่อน Athens มีระบบทาส ดังนั้น พลเมืองที่มีทาสทำงานให้จึงมีเวลาว่างที่จะเข้าร่วมสมัชชาได้  จึงมีการโต้เถียงกันว่าประชาธิปไตยอาจเป็นผลผลิตของการมีทาสก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในนครรัฐอื่นๆ ของกรีกซึ่งก็มีระบบทาสเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่มีระบบประชาธิปไตยเหมือนที่เอเธนส์  ในอีกแง่หนึ่ง นักปรัชญาเพลโต ที่ได้กล่าวว่า ระบบการปกครองขึ้นกับโครงสร้างอำนาจทางการทหาร หากชุมชนใดมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจมากก็จะเกิดการปกครองโดย คณาธิปไตย หรือ อภิชนาธิปไตย หรืออมาตยาธิปไตย ใน Athens โครงสร้างอำนาจทางการทหารเป็นแบบกองทหารขนาดเล็ก ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจมากจึงมีการปกครองแบบประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี ยังคงมีข้อถกเถียงว่าความไม่เหลื่อมล้ำเป็นผลจากประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตยเป็นผลมาจากความไม่เหลื่อมล้ำกันแน่?
๒. รัฐธรรม ประชาธรรม ในพุทธธรรม : ในอัคคัญสูตรมีเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดรัฐและกำเนิดสังคมและระเบียบสังคมอยู่ โดยมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับทฤษฎีสัญญาประชาคม ที่ประชาชนรวมตัวกันยกให้ผู้ที่เหมาะสมมีอำนาจในการปกครอง แต่ผู้ปกครองเมื่อเข้าสู่อำนาจก็ต้องปฏิบัติตามธรรมที่เรียกว่า จักรวรรดิสูตร ซึ่งในพระสูตรมีการยกตัวอย่างที่เมื่อผู้ปกครองไม่ปฏิบัติตามธรรมะของผู้ปกครองแล้ว ประชาชนจากหลายหมู่เหล่ามาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้กลับไปหาธรรมะของผู้ปกครอง ซึ่งถ้าผู้ปกครองไม่รู้ก็ให้กลับมาถามประชาชน” ในอบริหานิยธรรม ซึ่งเป็นธรรมแห่งความเจริญ ไม่มีเสื่อม กล่าวถึงชาววัชชีว่ามีธรรมที่ทำให้มีความเจริญ คือการประชุมที่สม่ำเสมอ เริ่มและเลิกประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน (ซึ่งนี่ก็คือ สมัชชา) และในพระอริยวินัยก็มีข้อกำหนดให้ “หมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ เริ่มประชุมและเลิกประชุมอย่างพร้อมเพรียง” จะเห็นว่า พระพุทธองค์ไม่ได้บอกว่าบ้านเมืองมีปัญหาเพราะคนเห็นแก่ตัว แต่บอกว่าบ้านเมืองจะเจริญ ไม่มีวันเสื่อมได้เลย หากประชาชนหมั่นประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ เริ่มประชุมและเลิกประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน
๓. ประชาสังคม พลเมือง และปริมณฑลสาธารณะ : ในยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ เกิดเป็นพื้นที่ที่ให้คนสามารถมารวมตัวกันและถกเถียงนโยบายสาธารณะได้ เกิดเป็นพื้นที่ประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวหลายอย่างขึ้น นับเป็นการกำเนิดประชาคม พื้นที่ทางสังคมต่าง ๆ และแนวคิดด้านพลเมืองขึ้น
๔. การเมืองหลังสมัยใหม่ ( post modern politics) – ประชาธิปไตยที่ใช้ปัญญา : การเมืองยุคหลังสมัยใหม่จะมีความอ่อนไหวต่ออำนาจที่แฝงมาหลากหลายรูปแบบ เช่น แฝงมาในวาทกรรม ในร่างกาย มีการปฏิเสธกรอบวิธีคิดที่ตายตัว มีเรื่องของอัตลักษณ์ที่มีความหลากหลายปรากฏขึ้นเพื่อใช้ในการต่อรองให้เกิดความมีตัวตนและการปรากฏตัวอยู่ในสังคม เกิดพื้นที่สำหรับใช้ในการสร้างวาทกรรมและความหมาย เป็นพื้นที่ที่ต้องใชัการถกแถลง ชี้แจงและต่อรองกันของ “ประชาธิปไตยที่ใช้ปัญญา (deliberative democracy)” คือ การไตร่ตรองร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ซึ่งก็คือจิตวิญญาณสมัชชานั่นเอง
ข้อชวนคิด ๕ ข้อ นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ตั้งแต่เริ่มมีสมัชชาสาธารณสุข ปี ๒๕๓๑ เป็นต้นมา ถึงสมัชชาสุขภาพสาธิต ปี ๒๕๔๓ จนกระทั่งถึงสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๕๑ ที่รู้สึกว่ามีแบบแผนเหมือนรูปแบบตะวันตก นายแพทย์โกมาตร ได้เสนอข้อชวนคิดไว้ ๕ ข้อ ได้แก่
๑. ราชการสมัชชา (Bureaucratization of the Assembly) ความเป็นระบบมากขึ้นจะทำให้เกิดความคล้ายคลึงกับระบบราชการที่มีการแบ่งแยกกันเป็นส่วนๆ รับผิดชอบเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับส่วนของตัวเองเท่านั้น มีส่วนมาเชื่อมกับส่วนอื่นเฉพาะบางจุด ซึ่งแบบนี้ spirit องค์รวมจะหมดลง กลายเป็นระบบราชการที่ “เดินตามช่อง มองแค่ที่เห็น เน้นตัวชี้วัด วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ งานที่ทำไม่มีความหมายอะไร”
๒. ความแปลกแยกของรากหญ้า (Alienization of the grassroots) การเปลี่ยนแปลงเป็นระบบที่ดูทางการจะทำให้รากหญ้ารู้สึกไม่เหมาะกับระบบทางการแบบสมัชชาสุขภาแห่งชาติที่สหประชาชาติ จึงขอตั้งคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า “สมัชชาสุขภาพจะปล่อยรากหญ้าทิ้งไป เหมือนกับการสร้างนั่งร้านที่สร้างอาคารเสร็จแล้วปลดนั่งร้านทิ้งไปหรือ”
๓. วิกฤติตัวแทน (Crisis of representation) คำว่าผู้แทนแบบ delegate คือผู้ที่ได้รับมอบหมายแต่ไม่มีอำนาจ สามารถทำตามหมายที่รับมอบเท่านั้น แต่ตัดสินใจเองไม่ได้ ซึ่งต่างจากผู้แทนแบบ trustee ที่สามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้เอง ซึ่งจะต้องคิดว่าการใช้ระบบของการเป็นตัวแทนแต่ละลักษณะนั้นจะต้องมีวิธีปฏิบัติอย่างไรให้เหมาะสม
๔. มติสมัชชากับปัญญาร่วม (Deliberation vs resolution-driven agenda) ในสมัชชาสุขภาพแห่งชาตินั้นมีการวิเคราะห์ว่าผู้ที่พูดทีหลังอาจได้เปรียบกว่าเพราะทุกคนมีเวลาพูดแค่ ๓ นาทีเท่านั้น และพูดแล้วจบไป ไม่มีสิทธิพูดได้อีก ผู้ที่พูดทีหลังจึงมีโอกาสโต้แย้งและโน้มน้าวให้แก้ไขข้อความในมติได้มากกว่า โดยกระบวนการในสมัชชาสุขภาพแห่งชาตินั้นไม่เน้นการถกแถลง ไม่เน้นการพูดคุยอย่างใช้ปัญญาร่วม ดังนั้นต้องคิดว่า การถกแถลงนั้นจะเกิดขึ้นตรงไหน ในพื้นที่อะไร สิ่งแวดล้อมแบบไหน ดังนั้น การผสมผสานระหว่างสมัชชาหลายรูปแบบอาจเป็นคำตอบที่สำคัญ
๕. ฉันทามติ กับ ฉันทาคติ (เลือกที่รักมักที่ชัง) การที่มีพื้นที่ให้คนที่มีเสียงส่วนน้อย vs เสียงจากธุรกิจใหญ่โต ดังนั้นถ้าสมัชชาสุขภาพจะเปิดพื้นที่ให้คนที่มีเสียงส่วนน้อยเหล่านี้หรือจะเลือกที่รักมักที่ชังก็อาจไม่แปลก เพราะสมัชชาเกิดขึ้นเพื่อให้เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยมีที่แสดงออก ส่วนผู้มีอำนาจก็มีพื้นที่อื่นๆ มากมายให้แสดงออกอยู่แล้ว

เรียนรู้จากทางเลือก
๑. ลูกขุนพลเมือง (Citizen’s jury) มีการถกแถลงชี้แจงเหตุผลซึ่งกันและกันระหว่างตัวแทนที่มี ความรู้ในเรื่องนั้นๆ จนได้ข้อสรุป ถือเป็นข้อดี เพราะนับเป็น informed consensus ซึ่งต่างจากการสำรวจความเห็นทั่วๆ ไป ที่อาจไปถามคนที่ไม่มีความรู้จริงในเรื่องนั้น ๆ
๒. Testimony (เรื่องเล่ากับเรื่องราว) เป็นการเสริมเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตเข้ากับการถกแถลงชี้แจงด้วยเหตุผล การถกด้วยเหตุผลอาจเป็นความถนัดของนักวิชาการ แต่การบอกกล่าวผ่านเรื่องเล่าอาจเปิดโอกาสให้มีการให้ปากคำหรือบอกเล่าโดยวิธีหรือรูปแบบที่แต่ละคนถนัด
๓. โพลล์เสวนา (Deliberative polling) เป็นกระบวนการสำรวจความคิดเห็นโดยใช้กระบวนการหลายชั้นหลายรูปแบบไปพร้อม ๆ กัน มีการให้ข้อมูลต่อกลุ่มเสวนาและสาธารณะ ก่อนที่จะทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นให้เป็นระบบ
๔. ประชาเสวนา (Citizen dialogue and deliberation) จัดเป็นวิถีแห่งประชาธิปไตยที่สามารถแทรกซึมเข้าไปการสนทนาของประชาขนในทุกพื้นที่     ผู้นำเสนอเสนอว่า ทั้ง ๔ รูปแบบนี้จะสามารถนำมาเสริมหรือแก้ปัญหาสมัชชาสุขภาพที่กำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ได้
มองไปข้างหน้า
๑. บริบททางการเมืองใหม่
๒. การเมืองเรื่องสุขภาพ : การเมืองของสุขภาพ สุขภาพของการเมือง - สมัชชา จะแตกต่างจากกระบวนการหรือเครื่องมืออื่นได้อย่างมีประโยชน์ได้อย่างไร ? นี่คือคำถามของสมัชชา

๕ เรื่องที่ต้องมีเพื่อพิจารณาใช้เป็นแผนที่หรือเป็นเข็มทิศให้เดินไป
๑. สร้างทุนทางสังคมที่หาได้ยากคือทุนที่เรียกว่า trust ที่จะพาคนมาคุยกัน โดยมีการสื่อสารที่มีความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจเป็นตัวกลางที่มาแลกเปลี่ยนกัน ( building trust )
๒. สร้างสรรค์ สร้างนวตกรรม (be innovative) ให้ถือว่าเรามีเป้าหมายคือการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้ประชาชน ไม่ใช่แค่จัดสมัชชาสุขถาพ โดยเราอาจนำทางเลือกทั้ง ๔ ข้อข้างบนมาประกอบกันใน สมัชชาสุขภาพ ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่ถือเป็นความท้าทาย แต่จะต้องสร้างสรรค์รูปแบบการมีส่วนร่วมให้หลากหลาย
๓. สร้างช่องทางสู่ปฏิบัติการ (Create platforms for actions) คือ เสริมอำนาจประชาชนในพื้นที่ ให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อเป็นช่องทางสู่การปฏิบัติได้จริง
๔. สร้างวิถีแห่งสันติธรรม (Deliberation as non-violent tool) เคารพวิถีของการเป็นมนุษย์ที่เสมอกัน ยอมรับฟังกันและกัน ให้ถือว่าสมัชชาเป็นช่องทางของสันติภาพและสันติวิธี โดยเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาทำให้เราเห็นว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นได้มากมายเพียงใด สมัชชาจะเป็นทางออกจากความรุนแรงได้อย่างหนึ่ง
๕. สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย โดยเริ่มตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน การสนทนาส่วนตัว ไปจนถึงชีวิตในองค์กรของเครือข่ายสมัชชาทั้งหมด (Dialogue and democratic culture)

จินตนาการใหม่สมัชชาสุขภาพไทย
ต้อง “สืบสายธารแห่งการมีส่วนร่วมของประชาชน” โดยมีองค์ประกอบต่อไปนี้เป็นพื้นฐาน
๑. ความดี คือ ชีวิตสาธารณะ เห็นความดีของชีวิตสาธารณะเป็นพื้นฐาน
๒. ความงาม คือ พลังขับเคลื่อน หรือ Aesthetics คือ สุนทรียภาพ หรือความรู้สึกรู้สมของชีวิตมนุษย์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า มีความร่วมรู้สึกกับความทุกข์ของประชาชน สามารถใช้เป็นตัววัดสุนทรียภาพของสมัชชาสุขภาพได้ (ตรงข้ามกับ anesthetics หรือหมดความรู้สึก)
๓. ความจริง คือ สิ่งที่ได้ผล หลักการที่ดีที่สุดคือการทำแล้วได้ผล หรือ pragmatism คือไม่ต้องรอจนได้ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นด้วย แต่ถกเถียงกันบนความจริงแล้วได้ข้อสรุประดับหนึ่งที่เห็นเป็นทางออกร่วมกัน

Key messages
- สมัชชาสุขภาพเหมือนสายธารแห่งการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีส่วนกำหนดการไหลของสายธารนี้ซึ่งต้องไหลอย่างมีแผนที่ภูมิทัศน์และมีจุดหมาย แต่อย่างไรก็ตามสายน้ำแห่งนี้จะยังคงไหลอย่างไม่เคยหยุดนิ่งหยุดหย่อนเพราะช่วยหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งต่าง ๆ อยู่
- ประชาธิปไตยที่ใช้ปัญญา (deliberative democracy) คือ การไตร่ตรองร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ ซึ่งก็คือจิตวิญญาณสมัชชานั่นเอง
- ความเป็นระบบมากขึ้นจะทำให้เกิดการแยกส่วน spirit องค์รวมจะหมดลง กลายเป็นระบบราชการที่ “เดินตามช่อง มองแค่ที่เห็น เน้นตัวชี้วัด วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ งานที่ทำไม่มีความหมายอะไร”
- สมัชชาสุขภาพจะปล่อยรากหญ้าทิ้งไป เหมือนกับการสร้างนั่งร้านที่สร้างอาคารเสร็จแล้วปลดนั่งร้านทิ้งไปหรือ
- การผสมผสานระหว่างสมัชชาหลายรูปแบบอาจเป็นคำตอบที่สำคัญ
- หลักการที่ดีที่สุดคือการทำแล้วได้ผล หรือ pragmatism คือไม่ต้องรอจนได้ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นด้วย แต่ถกเถียงกันบนความจริงแล้วได้ข้อสรุประดับหนึ่งที่เห็นเป็นทางออกร่วมกัน

ผู้สรุป : ดร.ทิพิชา โปษยานนท์
ที่มา : http://www.doctor.or.th/node/11854 (เข้าถึงข้อมูล 29 พฤศจิกายน 2554)

แสดงความคิดเห็น

« 3737
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง