ฅนใต้สร้างสุข [The Southern Happyness Action Networks]

จับกระแสสมัชชา

โจทย์ใหญ่แผนพัฒนาภาคใต้ เลือกอุตสาหกรรมสอดคล้องท้องถิ่น

by chonpadae @8 ก.พ. 55 00.01 ( IP : 223...246 ) | Tags : จับกระแสสมัชชา , สมัชชาสุขภาพภาคใต้ ,

“เราไม่ปฏิเสธอุตสาหกรรมเลย  ขอย้ำ! แต่ต้องสอดคล้องกับท้องถิ่นกับศักยภาพที่เรามีอยู่”
            อาจารย์ประสาท มีแต้ม นักวิชาการ พูดประโยคลักษณะดังกล่าวมากกว่าหนึ่งครั้งในรายการสมัชชาสุขภาพทางอากาศ  ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ FM 88.0 MHz มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)  ประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2554 ว่าด้วยการติดตามความคืบหน้ามติสมัชชาสุขภาพภาคใต้ 2554 วาระแผนพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน ซึ่งดำเนินรายการโดยอรุณรัตน์ แสงละอองและบัญชร วิเชียรศรี
            สมัชชาสุขภาพเป็นกระบวนการใหม่ที่กฏหมายรองรับ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติช่วงที่ผ่านมาส่งเข้า ครม. พิจารณา ยุครัฐบาลภายใต้การนำของนายกอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ มีมติเห็นชอบและหลายเรื่องในนั้นมีมติเรื่องแผนพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืนรวมอยู่ด้วย
            หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมวาระนี้จึงไปอยู่ในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ? อาจารย์ประสาทเท้าความไปถึงกรณีเดือนสิงหาคม 2551 ที่สำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ได้ร่างแผนขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่าแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน
          “ดูชื่อก็เพราะดีนะครับ อย่างคำว่ายั่งยืนซึ่งหมายถึงว่าจะไม่รบกวนคนรุ่นหลัง ป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่จะอยู่ได้ตลอดไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่เมื่อพลิกดูแผนในหน้าที่ 1 เขาเขียนเอาไว้เลยว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ภาคตะวันออก มันเต็มเกินศักยภาพแล้ว จะขอขยายพื้นที่มาที่ภาคใต้ เขาใช้คำว่าภาคใต้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่สำคัญ ที่ควรได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในอนาคต พูดภาษาชาวบ้านคือจะขยายนิคมอุตสาหกรรมลงมาภาคใต้นั่นเอง”
            คำว่า “ยั่งยืน” เป็นวาทกรรมภาครัฐที่อยู่ในความเคลือบแคลง สงสัยเสมอมา ขณะที่หากใครติดตามข่าวสารช่วงปี 2551 จะได้ยินว่าชาวมาบตาพุด จังหวัดระยอง ลุกขึ้นมาประท้วงอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดจากปัญหาผลกระทบต่อคนในพื้นที่มากมาย  ทั้งทำให้คนเป็นโรคทางเดินหายใจ บางครอบครัวเป็นมะเร็งถึง 5 คน โรงเรียน วัด หลายแห่งย้ายหนีโรงงานอุตสาหกรรม การศึกษาของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรพบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมปลาในทะเล
            ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้มีตั้งคำถามว่า  กระแสพัฒนาที่ดำเนินอยู่เป็นไปเพื่ออะไร มีการเก็บข้อมูลกันยาวนานเป็นปี กว่าจะนำมาเข้าสู่กระบวนการสมัชชา
“การหันหัวของอุตสาหกรรมลงมาทางภาคใต้ทำให้เครือข่ายทางภาคใต้นำเสนอให้ ชะลอแผนสภาพัฒน์ แล้วมาคิดใหม่บนกรอบพื้นฐานของแผนการพัฒนาที่ยั่งยืนจริงๆ  บนฐานการพึ่งตนเองบนฐานเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม  ความหมายอันลึกซึ้งที่อยู่อย่างการพึ่งตนเองก็คล้ายเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง”อาจารย์ประสาทกล่าว
            มติเรื่องแผนพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืนโดยสมัชชามีข้อเสนอโดยย่อคือ
            ให้ ครม. พิจารณามอบหมาย สภาพัฒน์ทบทวน ร่างแผนการขยายอุตสาหกรรมมาภาคใต้ โดยเน้นกรอบแบบบูรณาการหลายภาคส่วน ไม่ใช่เน้นอุตสาหกรรมหนักหรือ เน้นการส่งออก  แต่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา ที่สร้างคนให้มีคุณภาพชีวิต สมดุลทางด้านสุขภาวะ ไม่ว่า กาย ใจ สิ่งแวดล้อม ครอบครัว
ไม่ปฏิเสธอุตสาหกรรม แต่ต้องสอดคล้องกับฐานทรัพยากรในท้องถิ่น โดยภาคใต้มีพืชเศรษฐกิจ ไม่ว่ายางพารา ปาล์ม เปลือกมังคุด ฯลฯ ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าท้องถิ่นเหล่านี้
ให้ความสำคัญ คำนึงถึงการท่องเที่ยว วิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่นและการกระจายรายได้ ควบคู่ไปกับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ  และต้องเป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
อนุรักษ์ ความหลากหลายทางธรรมชาติ ป่าสมุนไพร
ให้ความสำคัญกับความรู้ภูมินิเวศน์  เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม
            มติ ครม. ระบุชัดว่าต้องการทำตามข้อเสนอดังกล่าว โดยให้สภาพัฒน์ เป็นผู้ประสานงาน ดึงทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ วิชาการ ชุมชน  ธุรกิจ ประชาคม ที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันคิด ตามแนวทางกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
            กระบวนการสมัชชา มีนักวิชาการ สภาพัฒน์ นักธุรกิจ ราว 30 คนมาช่วยกันคิดเรื่องการพัฒนาภาคใต้ อาจารย์สุทธิชัย หวันแก้ว จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน เมื่อได้เอกสารมามีการนำเสนอไปตามเครือข่ายนักวิชาการทั่วประเทศ  1,000 กว่าเครือข่าย  ต่อมาเสนอเข้าสู่ที่ประชุมซึ่งมีคน 2,000 คน จนได้มติ เสนอ ครม. ตามกฎหมาย และ ครม. พิจารณาเห็นชอบปี 2553 แต่ถูกสภาพัฒน์ปฏิเสธ
            “แทนที่จะทำตามนั้นปรากฏว่าสภาพัฒน์เบี้ยว แล้วไปว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจะทำท่าเรือน้ำลึก สตูล –สงขลา ” อาจารย์ประสาทกล่าวอย่างผิดหวัง และมองว่าการที่สภาพัฒน์เบี้ยวมติประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว
              กรณีแผนการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนนั้นไม่ใช่เฉพาะสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เห็นด้วยกับทิศทางภาคประชาชนองค์กรอื่น เช่น สภาปฏิรูปประเทศไทย  หรือสถาบันพัฒนาการเมือง ต่างมีความเห็นสอดคล้องว่าควรให้ยกเลิกแผนพัฒนาภาคใต้ของสภาพัฒน์ก่อน แล้วมาติดตามการดำเนินงานตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพราะเป็นส่วนที่ประชาชนเสนอและมีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นการพัฒนา
            “มติสมัชชาต่อแผนพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน สร้างกลไกชะลอแผนสภาพัฒน์เอาไว้ก่อน ชะลอความขัดแย้ง เปิดโอกาสให้การมีส่วนร่วม ให้เป็นฉันทามติ  เพราะคนเราถ้าได้มานั่งแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ฟังเหตุ ฟังผล ซึ่งกันและกัน  ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงส่วนตน ที่ชัด  ๆจะไม่ขัดแย้งกัน และจะมีจุดหมายลงไปที่เดียวกัน ด้วยกระบวนการถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล”
              การนำภาคใต้ไปสู่อุตสาหกรรมนับเป็นเรื่องที่ต้องหันมามองตนเองอย่างจริงจังของชาวใต้ ชนิดที่จะนิ่งดูดายหรือนั่งมองอย่างใจเย็นไม่ได้อีกแล้ว หลายมิติที่ต้องพิจารณา อย่างเช่นผลการศึกษาของ UNDP เรื่องคุณภาพชีวิตของประเทศไทยพบว่าในหัวข้อการศึกษาที่ภาคใต้ได้คะแนน 43.6% น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เช่นเดียวกับข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการโดยอาจารย์วิทยากร เชียงกูลเองพบว่าภาคใต้มีปัญหา เกี่ยวกับการศึกษามากที่สุด  แม้ว่าปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในสามจังหวัดเป็นตัวถ่วงให้ดัชนีดังกล่าวต่ำลง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้เขาตั้งคำถามว่าเมื่อเรากำลังมีปัญหาอย่างนี้ทำไมเราไม่พัฒนาการศึกษาหรือคน แทนจะไปเน้นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก
              “เราไม่ได้ปฏิเสธอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ตามความต้องการและจำเป็นของท้องถิ่น อุตสาหกรรมที่คำนึงถึงการรักษาฐานทรัพยากรไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชุมชน  ทั้งระยะสั้นและยาว”
              ทุกวันนี้ ภาคใต้ มีสินค้าการเกษตรอย่างยางพารา เป็นอันดับต้นๆของโลก แต่ยังส่งออกในรูปยางแผ่น “เพื่อนอาจารย์ของผม ภาคชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มอ.พบว่าสามารถสกัดน้ำมันปาล์มมาเป็นเครื่องสำอางที่ทำราคาได้มากกว่าที่ขายอยู่ทุกวันนี้เป็นพันๆเท่า ยางพาราที่ นำมาเป็นเครื่องสำอางแล้ว หรือเปลือกมังคุดที่เป็นสินค้าดังขายทั่วโลก  ทำไมไม่ทำสิ่งเหล่านี้ บนพื้นฐานที่มีทรัพยากรเต็มที่”
              ตรงกันข้าม ข้อมูลพบว่ามีความพยายามสร้างโรงงานอุตสาหกรรมถลุงเหล็กที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ทั้งที่ประเทศไทยไม่มีสินแร่เหล็ก แต่มีแผนนำเข้ามาจากบราซิลข้ามและใช้ถ่านหินที่เป็นเชื้อเพลิงจากออสเตรเลีย  ขั้นตอนการถลุง ต้องใช้น้ำจำนวนมาก ก่อมลพิษเป็นน้ำเสีย อากาศพิษ
“ผมไม่มีตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเหล็กที่ว่าครับ รายได้จะตกกับท้องถิ่นเท่าไร แต่แน่นอนว่ามลพิษทั้งหมดจะถูกทิ้งเอาไว้กับท้องถิ่น  เกิดปัญหาการใช้น้ำที่ระโนดตามมา ยิ่งน้ำทำนาไม่พออยู่แล้ว”
              อาจารย์ประสาทมองว่า นิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยเจ้าของตัวจริงมักเป็นชาวต่างชาติ และเน้นผลิตเพื่อการส่งออก มีคำถามหนึ่งซ่อนอยู่คือสังคมไทยมาตลอดคือในวิถีแบบนี้เราจะได้อะไร คำตอบง่ายๆอาจบอกว่าได้ค่าแรง
              “ถามต่อว่ามีทางที่ดีกว่านี้ไหม อุตสาหกรรมส่งออกที่ได้ไม่คุ้มเสีย  ตอนเรายังโง่อยู่ เคยจนตรอก  แต่ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคใหม่ ถึงเวลาตั้งคำถามว่า มีทางอื่นหรือไม่ เราอยู่ในยุคใหม่ที่มีมหาวิทยาลัยเกือบ 200 แห่ง เฉพาะภาคใต้หรือส่งขลา เรามี 5-6 แห่ง ถามว่า เราจะช่วยสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เป็นจริงเป็นจังได้ไหม”
              กระบวนการสมัชชาสุขภาพเป็นคำตอบใหม่ การทำงานมาเป็นปี ด้วยความเหนื่อยยาก มีเหตุผล ตัวชี้วัด ชัดเจนจนเห็นว่า ภาคใต้ไม่ควรเดินซ้ำรอยมาบตาพุด “เราไม่ได้ปฏิเสธ ปล่องไฟ ปล่องควันเลย แต่ขอให้เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้อง กับทรัพยากรที่เรามี ศักยภาพที่ควรเป็น”
              ปี 2529 รายได้รวมคนทั้งประเทศ มาจากภาคการส่งออก 20 % มาถึงวันนี้ การส่งออกขยับขึ้นเป็น 64 % แนวโน้มแบบนี้ อาจารย์ประสาทมองว่าคือการผลิตในสิ่งที่ไม่ตอบสนองความต้องการของตัวเอง ยิ่งพอตลาดต่างประเทศมีปัญหา เราตายเพราะพึ่งตัวเองไม่ได้
              “การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ไม่สนใจการพัฒนามิติอื่นของคนเลย ยี่สิบห้าปีที่ผ่านมารายได้ประชาชาติเราเพิ่มเป็นสามเท่าแต่มะเร็งเราเพิ่มเป็นแปดเท่า ทำให้เห็นว่าทิศทางที่เราจะเดินไปข้างหน้านั้นอันตรายมาก  มีคนตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเราถือแผนที่ผิด โอกาสที่ไปถึงเป้าหมายยาก นี่เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีแนวคิดที่จะพัฒนาประเทศ ผิด โอกาสที่เราสำเร็จ ตอบสนองความสุข ความเป็นมนุษย์ก็จะยากมาก เพราะหลงทางแต่เริ่ม”
              เขามองว่าแม้ความคิดที่มาจากกระบวนการสมัชชาสุขภาพ ที่มองการพัฒนาภาคใต้แบบยั่งยืน อาจไม่ใช่กระบวนการคิดของคนจำนวนมาก แต่มีกระบวนการของการครุ่นคิด ค้นคว้า ศึกษา มายาวนาน และตกผลึก
              “คนที่พูดว่าโลกกลมก็เคยมีคนเดียว หรือการพังกำแพงเบอลินมีจุดเริ่มจากคนสี่คนนั่งคุยกันในร้านกาแฟ เช่นเดียวกัน มาถึงวันนี้เราเชื่อว่า ถ้าเดินตามทางมาบตาพุดอย่างที่เป็นอยู่เราจะมีความเสี่ยง มากขึ้นทุกมิติ ไม่ว่า ความเหลื่อมล้ำ สังคม สุขภาพ ถ้าคุณมาทำอุตสาหกรรม เราจะตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรมนี้ตอบสนองใคร ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ถ้าหากว่ารับกันได้ก็รับ หรือมีตัวเลือกอื่นหรือเปล่า  เช่น ทำไมต้องใช้ทุนต่างประเทศ  เป็นต้น”
              ท่ามกลางปัญหา โดยเฉพาะการหาช่องบิดพลิ้วของผู้มีอำนาจภาครัฐ  ราวกลางเดือน มกราคม 2555 สมัชชาสุขภาพภาคใต้ จัดสมัชชาคุยเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ที่จังหวัดตรัง เพื่อพิจารณาเอกสารเก่าและ ข้อเสนอใหม่ เพื่อนำเข้าสู่สมัชชาชาติ เพื่อนำเข้า ครม.ชุดล่าสุด
              “ถ้ายังจำกันได้ ตอนรัฐบาลใหม่เข้ามา ชาวใต้มีปฏิบัติการเพชรเกษม 41 คนใต้ขอกำหนดอนาคตตนเอง มตินี้ผมว่าใครไม่ฟังป็นเรื่องอันตราย เพราะเป็นเรื่องทางจิตใจ  และทางกลุ่มเคลื่อนไหวก็เห็นว่าต่อไปนี้ แม้รัฐบาลจะสนใจหรือไม่ เขาก็ไม่สนใจแล้ว ไม่รู้ว่ารัฐจะเอาหรือไม่เอา อาจเห็นชอบแต่ถ่วงเวลา และรัฐบาลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา    สมัชชาจะทำ ขยายเครือข่ายไปสู่สมาชิกเขาเอง ซึ่งมีเป็นพันกลุ่มทั่งประเทศ อาจมีคนไม่มากแต่มีความหลากหลาย มีตัวตนของการรวมตัว มีตัวอย่างของคนที่ประสบผลสำเร็จ มีคนลุกขึ้นมาดูแลบ้านเมืองตัวเองมายาวนาน”
              ความหมายที่ว่าเราทำไปเลย ไม่รอรัฐ อาจารย์บอกว่าคือการให้ความรู้ต่อสังคม อย่างเช่นปฏิบัติการเพชรเกษม 41 มีการเผยแพร่เอกสาร  ออกสื่อ  จะคนก็สนใจ มานั่งคิดทบทวน ถึงชีวิตอดีต อนาคต ซึ่งห้วงที่ผ่านมา กลุ่มผลประโยชน์ในสังคมมีการรวมตัวกัน ต่างคิดไปตามทางของตัวเอง นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพียงแต่ถึงเวลามาบูรณาการ กระบวนการสมัชชาทำให้ได้มานั่ง ครุ่นคิด แลกเปลี่ยน กัน ฟังความทุกข์ยาก แต่ละฝ่าย หาทางออกร่วมกัน เพื่อหาทางออกร่วมกัน นี่คือกระบวนการพัฒนาอันสอดคล้องสังคมยุคใหม่
              “อมาตยาเซ็น นักเศรษศาสตรโนเบลชาวอินเดีย ยังบอกว่า กระบวนการประชาธิปไตยคือกระบวนการถกเถียง ด้วยเหตุด้วยผล เคารพซึ่งกันและกัน ฟังกัน อย่างลึกซึ้งจะได้คำตอบออกมาไมใช้เสียงส่วนใหญ่มาโหวต หรือไม่ใช่ใช้ใคร มีทุนมากกว่า ทำได้ก่อน ใครจองก่อนได้ก่อน”
              อาจารย์ประสาทยังมองการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าหลักสำคัญคือ พอประมาณ  มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันภายใน ซึ่งคนไทยกำลังเจอปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน โดยหากจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงจากภายนอกหรือภายใน ยังมีภูมิต้านทานได้หรือไม่
            “ภูมิคุ้มกันหากมาอธิบายตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยอยู่ อย่างเช่นการผลิตเพื่อส่งออกแสดงว่าเรากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ขาเดียว แทนที่จะสามขา
กล่าวคือ แทนที่จะเป็นเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ แต่เรากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ของอุตสาหกรรมการส่งออกส่วนใหญ่ เกิดอะไรเราก็ล้มทันที นี่คือความเสี่ยง เพราะฉะนั้นถ้า เรายึดตามแนวอุตสาหกรรมส่งออกอย่างที่ดำเนินมา ประเทศไทยห่างเหินจากเศรษฐกิจพอเพียงมาก” ไม่นับอีก 2 เงื่อนไขคือคุณธรรมและความรู้  หากทำได้ครบตามหลักสี่ห้าส่วนดังกล่าวจึงจะนำไปสู่ สังคมมีความสมานฉันท์ มีความมั่นคง และมีความยั่งยืน
            “คำว่าภูมิคุ้มกันต้องมีหลายขา อย่างภาคใต้ถ้าทำสวนก็ต้องทำสวนสมรม มียาง เงาะ มังคุด  ตะไคร้ พริก ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะเห็นว่าเมื่อเราทรุดเองปี 2540ไม่กระทบ จีดีพี แต่เมื่อ อเมริกาตลาดส่งออกใหญ่ของเรามีปัญหาเท่านั้นเอง ในปี 2550 เรากระทบมาก เพราะเราไปพึ่งการส่งออก เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน เราอาศัยคนอื่นนั่นเองปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คำว่าภูมิคุ้มกัน เราพร้อมหรือไม่กับโลกยุคใหม่ในการแข่งขัน ”
            ดังนั้นแม้แผนพัฒนาภาคใต้ มีการพูดประเด็นย่อยอีกหลายเรื่องอย่างเช่นเรื่องพลังงาน  แต่อยู่ในกรอบของการพึ่งตนเองและสอดคล้องกับท้องถิ่น
“เราซื้อปุ๋ยจากต่างประเทศราว 7 หมื่นล้านต่อปี เข้ามาที่กรุงเทพผสมดินเพื่อกระจายไปทั่วประเทศ เสียค่ารถไปเท่าไร หรือที่กำลังเห่อ ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์ บางยี่ห้อขนมาจากลพบุรี ซึ่งค่าขนส่ง ตันละ 1,000 บาทกว่าจะถึงหาดใหญ่ คำถาม คือว่าทำไมเราไม่ทำที่หาดใหญ่หรือถ้ามีทำไมไม่อุดหนุนกัน” การขับเคลื่อนจากฐานล่าง  อาจจะรวมกับการเมืองภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน  ซึ่งผ่านช่ององค์กร หรือช่องทางสื่อสาร ไหนก็ได้
            “ทุกคนมีช่องทางเข้ามา ในฐานะพลเมืองตื่นรู้ไม่ควรดูดาย อะไรที่ตัวเองคิด ตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ ควรหาช่องทางเสนอ  อนาคตอย่างไรคงตอบไม่ได้ แต่นี่เรากำลังเดินอย่างตามหลักวิชาการ มีเหตุมีผลมากที่สุดแล้ว ไม่ได้ใช้ความรุนแรง  เมื่อเห็นข้อมูล จึงมองว่า ควรมาทำอย่างอารยะ เพื่อให้ลูกหลานอยู่อย่างปลอดภัย ถ้าเขาไม่เห็นด้วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องของสังคม” เป็นสิ่งที่อาจารย์ประสาทบอกว่าคิดอยู่ในแนวของเศรษฐกิจพอเพียง ที่รัฐบาลทุกยุคก็อ้าง แต่ทำในสิ่งตรงข้าม ไม่ใช่แค่ระดับชุมชนหรือประเทศ หากปล่อยให้ระบบโลกอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้จะพังแน่ ไม่ว่าระบบการใช้พลังงาน ระบบเศรษฐกิจ ชะตากรรมมนุษย์วันนี้กำลังเหมือนนิทานที่เล่าว่ากวางที่ไปแอบนายพรานหลังต้นไม้ แล้วประมาท กินใบไม้หมดจนนายพรานเห็นมันแล้วจึงฆ่ามันเสียเหมือนคนในทุกวันนี้ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ขีดจำกัดทางนิเวศน์จะมาฆ่าเราเอง
“ผมชอบคำพูดอาจารย์พุทธทาสที่ว่า ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ  ตอนนี้เราอยู่ใกล้ขอบเหว มากแล้ว การเดินแนวทางนี้จึงผิดหด ทั้งระดับโลก ประเทศ หมู่บ้าน ผิดหมด ต้องกลับตัว และไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ก็ทำได้ เราต้องเชื่อว่าเราทำได้” .
**************
ถนอม  ขุนเพ็ชร์ ...เรียบเรียง

แสดงความคิดเห็น

« 8031
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง