"เส้นทางสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี๒๕๕๒"
สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 - 18 ธันวาคมนี้ ถือเป็นสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่จัดขึ้นตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 เป็นครั้งที่สอง ซึ่งในพ .ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ได้กำหนดให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช) จัดให้มีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยปีนี้มีประเด็นการจัดอยู่ที่เรื่อง“ธรรมนูญว่าด้วยเรื่องระบบสุขภาพแห่งชาติ”
อย่างไรก็ดี ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาตินั้น ได้มีการทดลองจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อแสวงหาบทเรียนในการพัฒนารูปแบบจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และให้ทุกฝ่ายในสังคมได้ใช้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพระดับชาติที่เชื่อมขึ้นมาจากระดับพื้นที่ทั่วประเทศ เส้นทางสู่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มีลำดับเวลา ดังนี้
พ.ศ 2544 “เวทีสาธิตสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ”
- ประเด็นการจัด ในปีนี้คณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (คปรส.) ได้จัดทำ “ร่าง กรอบคิดระบบสุขภาพแห่งชาติ” ขึ้น เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากเวทีระดับภูมิภาค เวทีเฉพาะประเด็น และเวทีระดับชาติ ประเด็นสำคัญของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้จึงอยู่ที่การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบคิดระบบสุขภาพแห่งชาติเป็นหลัก
- กระบวนการจัด นับเป็นปีแรกที่มีแนวคิดการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในรูป “ตลาดนัดปฏิรูป (ระบบ) สุขภาพ” มีคำขวัญคือ “ชุมชนภูมิปัญญาพัฒนาสุขภาวะไทย” เป็นตลาดนัดทางปัญญาเพื่อการเรียนรู้ด้านสุขภาวะของชุมชนเครือข่ายต่างๆ มีประชาชนเข้าร่วมงานกว่าแสนคน และมีการจัดเวที “สาธิตสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ”เป็นครั้งแรก มีผู้เข้าร่วมเวทีกว่า 5,000 คน
- ผลสรุปที่สำคัญ มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน และนำข้อเสนอไปสังเคราะห์ยกร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ และบทเรียนประชุมสาธิตสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
พ.ศ.2545 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่าด้วย “การร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ”
- ประเด็นการจัด ปีนี้เริ่มมีการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างเป็นทางการ มีจุดเน้นอยู่ที่ทำให้ เกิดการรับรู้และการมีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมาย ภายใต้คำขวัญว่า “สานเครือข่าย ขยายพันธมิตร” มีการสังเคราะห์ พัฒนาข้อเสนอแนะจากเวทีสาธิตสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2544 เป็น “สาระสำคัญที่จะบรรจุในร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ”
- กระบวนการจัด ได้พยายามที่จะจัดสัดส่วนผู้เข้าร่วมประชุมให้หลากหลายมากขึ้น มีการประชุม ห้องย่อยเพื่อพิจารณาสาระสำคัญใน พ.ร.บ.สุขภาพฯ ในหมวดต่างๆ 8 กลุ่มย่อย ซึ่งบรรยากาศโดยรวมได้มีความพยายามลดทอนความเป็นทางการและสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมโดยใช้การแสดงศิลปวัฒนธรรมมาบอกเล่าวัตถุประสงค์ของการประชุมแทนการกล่าวรายงานอย่างเป็นทางการจนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของพิธีเปิดสมัชชาสุขภาพระดับชาติ ข้อสรุปจากห้องประชุมย่อยถูกนำเสนอและอภิปรายร่วมกันในห้องประชุมใหญ่อีกครั้ง โดยมีการเตรียมการเรื่องรูปแบบ ช่องทางการเสนอความคิดเห็น กติกา และจัดคิวเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมมากที่สุด มีผู้เข้าร่วมสมัชชาสุขภาพ 2,877 คน
- ผลสรุปที่สำคัญ เวทีสมัชชาสุขภาพในปีนี้ นับเป็นเวทีพันธสัญญาที่ฝ่ายบริหารบ้านเมืองได้ ประกาศต่อสาธารณะถึงการสนับสนุนร่างกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางมาร่วมงาน รับข้อเสนอ และรับปากจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ และมีการเปิดตัวโครงการ “ณรงค์สร้างสุขตามรอยพระยุคลบาท” เพื่อชวนประชาคมสุขภาพค้นหาสิ่งดีๆ ในการสร้างสุขภาพ รวมทั้งมีการวิ่งและปั่นจักรยานสร้างสุข 5 สายทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีการชวนคนไทยร่วมลงชื่อสนับสนุนการจัดทำพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ และมอบรายชื่อ (4,700,000 ชื่อ) ให้ประธานรัฐสภา (นายอุทัย พิมพ์ใจชน) เพื่อย้ำคำมั่นในการสนับสนุนกฎหมายของภาคนโยบาย
พ.ศ. 2546 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติพิจารณาสาระสำคัญใน พ.ร.บ.สุขภาพฯ
- ประเด็นการจัด สมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้ มุ่งความสนใจไปที่ประเด็นทางสุขภาพที่สัมพันธ์กับสาระบัญญัติของกฎหมายมากขึ้น โดยมีการวางกรอบคิดในรูปคำขวัญว่า “ใช้ความรู้และความรัก เพื่อหามรรคร่วมกัน” ซึ่งเกิดจากการสรุปบทเรียนจากสองปีที่ผ่านมาว่า “ปัญญา” และ “สมานฉันท์” เป็นหัวใจสำคัญของสมัชชาสุขภาพที่จะทำให้ไม่กลายเป็นเวทีของการพูดบ่น หรือระบายทุกข์โดยไร้ทางออก
- กระบวนการจัด มีการนำประเด็นสืบเนื่องจากสมัชชาสุขภาพระดับพื้นที่ ระดับภาค และสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นมาพัฒนาเป็นประเด็นย่อย มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คน โดยส่วนใหญ่(ร้อยละ 70) เป็นประชาคมที่เข้าร่วมเวทีสมัชชาสุขภาพในระดับพื้นที่มาก่อน มีการประชุมประเด็นย่อยทางสุขภาพ 6 ประเด็น ได้แก่ เกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพ, อาหารปลอดภัยเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน, นโยบายสาธารณะและสิ่งแวดล้อม, ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ, บริการสาธารณสุขแบบองค์รวม และการจัดการกำลังคนด้านสาธารณสุขเพื่อชุมชน มีการแสดงทางวัฒนธรรมเข้ามาช่วยดำเนินขั้นตอนในห้องประชุมอย่างแนบเนียนและสอดคล้องกับเนื้อหา นอกจากนี้ยังมีการจัดลานสมัชชาสุขภาพเพื่อเป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการและการแสดงของกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ด้วย
- ผลสรุปที่สำคัญ เริ่มมีการระดมความคิดเพื่อวางกรอบความคิดและแนวทางการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ อันเป็นผลลัพธ์สำคัญของกระบวนการสมัชชาสุขภาพ และเริ่มมีการหารือถึงแนวทางการผลักดันและติดตามข้อเสนอ หลังเวทีสมัชชาสขภาพแห่งชาติ สปรส. ได้นำผลสรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย และยุทธศาสตร์เสนอเข้าที่ประชุม คปรส. ต่อมาได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษานโยบายจากข้อเสนอสมัชชาสุขภาพ โดยมีนายแพทย์ไพโรจน์ นิงสานนท์ เป็นประธาน และ สปรส. ได้นำข้อเสนอที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วส่งไปยังหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อนำข้อเสนอไปพิจารณาปรับใช้
ปี พ.ศ.2547 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่าด้วย “อาหารและเกษตรเพื่อสุขภาพ”
- ประเด็นการจัด สมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้เป็นประเด็นต่อเนื่องจากสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ ซึ่งกว่าร้อยละ 80 ดำเนินงานในประเด็นอาหารและเกษตรเพื่อสุขภาพ ประเด็นหลักจึงเป็นเรื่อง “อาหารและเกษตรเพื่อสุขภาพ: ภัยคุกคามจากสารเคมี” ภายใต้คำขวัญว่า “เกษตรปลอดภัย อาหารปลอดพิษ ชีวิตปลอดทุกข์
- กระบวนการจัด ในวันแรกเริ่มด้วยการพิจารณาประเด็นหลักคือเกษตรและอาหารฯ โดยแบ่งเป็น 4 ห้องย่อย ช่วงบ่ายมานำเสนอภาพรวม ส่วนวันที่ 2 พิจารณาประเด็นเฉพาะ 10 ห้องย่อย ได้แก่ พลังครอบครัวร่วมเรียนรู้กับลูกหลาน, สมัชชาสุขภาพคนพิการ, ท้องถิ่นและชุมชนกับการจัดการระบบหลักประกันสุขภาพ, ผลกระทบต่อสุขภาพจากนโยบายการค้าเสรี, การมีส่วนร่วมพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ, การสร้างพลังประชาคมสุขภาพด้วยทุนสังคมและทุนวัฒนธรรม, กระบวนการชุมชนเป็นสุข, พลังภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพเพื่อชุมชน, สืบสานคนทำงานตำนานสุขภาวะไทย และการเมืองภาคประชาชนกับการปฏิรูประบบสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีการจัด “ตลาดนัดการเรียนรู้สู่สุขภาวะ” มีการคัดเลือกนวัตรกรรมเด่นๆ ทั่วประเทศมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ควบคู่กันไปด้วย ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประมาณ 3,500 คน
- ผลสรุปที่สำคัญ ข้อสรุปจากสมัชชาสุขภาพเป็นข้อเสนอต่อประเด็นหลักว่าด้วย “อาหารและเกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพ : ภัยคุกคามจากสารเคมี” ก่อนปิดสมัชชาสุขภาพได้มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของภาคีเครือข่าย ซึ่งหลังจากจบสมัชชาสุขภาพแห่งชาติแล้ว คณะทำงานได้ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาข้อเสนอจากเวทีสมัชชาสุขภาพให้รัดกุมขึ้น ก่อนนำเข้าที่ประชุม คปรส. เพื่อลงมติเห็นชอบ และนำเสนอต่อ ครม. ซึ่ง ครม.มมติเห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าว และนับเป็นครั้งแรกที่ ครม.มีมติเห็นชอบกับข้อเสนอจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ หลังจากการทดลองจัดมาเป็นรอบปีที่ 4
ปี พ.ศ. 2548 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่าด้วย “ความอยู่เย็นเป็นสุข”
- ประเด็นการจัด ประเด็นหลักของการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้ ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติบนแนวคิดที่ว่า ดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุข เป็นนวัตกรรมของเป้าหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 9 ที่กำหนด “คน” เป็นเป้าหมายสุดท้าย อันสอดรับกับทิศทางการพัฒนาสากลและแนวคิด “สุขภาวะ” ในร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติที่เน้นการพัฒนาแบบองค์รวม สมดุล สมัชชาสุขภาพในปีนี้จึงใช้คำขวัญว่า “ความอยู่เย็นเป็นสุข”
- กระบวนการจัด ได้มีกระบวนการพัฒนาข้อเสนอก่อนถึงเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 4 เวที ได้แก่ เวทีจุดประกาย เวทีสร้างครอบครัวและชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข เวทีเศรษฐกิจพอพียงเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข และเวทีสร้างสังคมและสภาพแวดล้อมอยู่เย็นเป็นสุข โดยมีทีมวิชาการเก็บรวบรวม และสังเคราะห์ข้อเสนออย่างต่อเนื่องเพื่อมอบให้ผู้แทนสรุปรายงานต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในห้องประชุมใหญ่เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอดังกล่าว และมีห้องย่อยในประเด็นอื่นๆ อีก 12 ประเด็น ได้แก่ พลิกวิกฤติภาคใต้สู่ความอยู่เย็นเป็นสุข, พลังเด็ก-เยาวชน ครอบครัว และผู้สูงอายุ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข,“ชีวิตสาธารณะ เมืองน่าอยู่” สู่ความอยู่เย็นเป็นสุข, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการสร้างสุขภาวะเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข, ภูมิปัญาไท สุขภาพวิถีไท สู่ความอยู่เย็นเป็นสุข, ขับเคลื่อน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติสู่การเป็นเครื่องมือสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข, ยุทธศาสตร “เมืองไทยแข็งแรง” สู่ประเทศไทยอยู่เย็นเป็นสุข, นโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข, การพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข, สื่อกับการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข และท้องถิ่นชุมชนกับการสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ขณะที่ปีนี้พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมสุขภาพถูกลดขนาดลงไปเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิของผู้เข้าร่วมประชุม และใช้ชื่อเรียกว่า “ลานสมัชชา” เพื่อนำเสนอนวัตกรรมสร้างความอยู่เย็นเป็นสุข ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 3,760 คน
- ผลสรุปที่สำคัญ ในพิธีปิดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้มีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน 9 ข้อ เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนหนึ่งที่ใช้ในสังคมเพื่อผลักดันนำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของคนทั้งประเทศ และอาจารย์ประเวศ วะสี ได้ให้คำแนะนำว่า “เพื่อให้สังคมเข้าใจและเข้ามาร่วมกันคิดร่วมกันทำให้มาก เพราะที่ผ่านมาคนมักเข้าใจว่าเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องชาวไร่ชาวนา หรือบางคนเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าจริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาของการดำเนินชีวิต” อาจารย์จึงแนะนำให้ทำแผนที่ว่ามีใครทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอยู่บ้าง แล้วกระจายไปพูดคุยกับองค์กรต่างๆ ที่ทำหรือหนุนการทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ กองทัพบก และองค์กรเอกชนบางแห่ง เป็นต้น ขณะที่คำประกาศในเจตนารมณ์ข้อ 2 ว่า “เราจะร่วมกันส่งเสริมค่านิยมแห่งความพอเพียง และปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร ชุมชน และระดับประเทศ” นำไปสู่ประเด็นการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2549 ต่อไป
ปี พ.ศ. 2549 สมัชชาสุขภาพแห่งชาติว่าด้วย “เศรษฐกิจพอเพียง สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข”
- ประเด็นการจัด ประเด็นหลักในปีนี้ “เศรษฐกิจพอเพียง สู่ความอยู่เย็นเป็นสุข” ซึ่งเป็นหนึ่งในเจตนารมณ์สู่ความอยู่เย็นเป็นสุขที่ประกาศในสมัชชาสุขภาพ พ.ศ.2548 และสอดคล้องกับวโรกาสปีมหามงคลฉลองศิริราชสมบัติ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย
- กระบวนการจัด มีการจัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพประเด็นย่อยที่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบในการพัฒนานโยบายสาธารณะ 5 เรื่อง เช่น นโยบายศูนย์กลางสุขภาพเอเชียกับหลักประกันสุขภาพบนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ มีการนำประเด็นจากสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ เฉพาะประเด็น ทั้งประเด็นเดิมและประเด็นใหม่ที่มีหน่วยงานภาคีดำเนินการอยู่มาจัดเป็นประเด็นย่อย 9 ประเด็น และมีการจัดลานสมัชชาสุขภาพ: เส้นทางสู่ชีวิตพอเพียง เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาที่สะท้อนบทเรียนการดำเนินชีวิตของผู้คน ครอบครัว และองค์กรจากหลากหลายวงการ ที่ประสบความสำเร็จด้วยการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปีนี้เป็นปีที่มีหน่วยงาน องค์กร และผู้เข้าร่วมจากภาคราชการเพิ่มขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งในส่วนสมัชชาสุขภาพและลานสมัชชากว่า 30,000 คน
- ผลสรุปที่สำคัญ ก่อนปิดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้มีการประกาศเจตนารมณ์เพื่อยึดมั่นในหลักหลักเศรษฐกิจพอเพียงและน้อมนำไปสู่การปฏิบัติร่วมกัน 5 ข้อ ทั้งนี้ให้เพื่อทุกคนและองค์กรที่เข้าร่วมจะได้นำไปขบคิดและปฏิบัติให้หลากหลายและเป็นรูปธรรมต่อไป และผลผลิตที่สำคัญจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ คือหนังสือเล่มเล็กขนาดพกพา ชื่อว่า “คู่มือนำทางชีวิต รักพ่อ เพื่อพ่อ ขอดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ได้สรุปสาระสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาด้านบุคคล องค์กร และชุมชน ทั้งภาคการเมืองและชนบทรวม 10 กรณี เพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาเรียนรู้อย่างง่าย และเพื่อให้เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดย สปรส.พิมพ์เผยแพร่ 50,000 เล่ม และเชิญชวนหน่วยงานอื่นที่เห็นผลประโยชน์ เช่น กระทรวงสาธารณสุข ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ช่วยกันพิมพ์เผยแพร่รวมทั้งสิ้น 300,000 เล่ม
ปี พ.ศ. 2550 เวทีขับเคลื่อนและร่วมเรียนรู้กระบวนการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ
- ประเด็นการจัด ประเด็นการจัดปีนี้ “เวทีขับเคลื่อนและร่วมเรียนรู้กระบวนการจัดทำธรรมนูญ สุขภาพ” เป็นการสาธิตการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550 และเป็นการเตรียมระบบและกลไกการดำเนินการของ คสช. ที่เกิดขึ้นตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างการคัดเลือกและเตรียมการอยู่
- กระบวนการจัด เน้นการบอกเล่าเรื่องราวการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพจนได้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ และจังหวะก้าวการทำงานต่อไป โดยมีทั้งการเสวนาในห้องประชุมใหญ่ การประชุมห้องย่อยและมีนิทรรศการย้อยรอยวันวาน สานฝันวันใหม่ สีสันของงานอยู่ที่ละครเพลงและสื่อวิดีทัศน์ เล่าเรื่องราว 7 ปีของการจัดทำ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ นอกจากนั้นมีการเสวนาในประเด็นที่ว่า พ.ร.บ.สุขภาพจะมีน้ำยาจริงหรือ ในมุมมองของเครือข่ายต่างๆ และมีการประชุมห้องย่อยเพื่อพิจารณาระบบและกลไก 4 เรื่องสำคัญได้แก่ ระบบและกลไกการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ระบบและกลไกสมัชชาสุขภาพ ระบบและกลไกการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ และระบบและกลไกการจัดการความรู้เพื่อการปฏิรูประบบสุขภาพ เพื่อเสนอต่อ คสช. ให้พิจารณาต่อไป
- ผลสรุปที่สำคัญ พิธีปิดจัดแบบมีสว่นร่วมด้วยการโบกธงให้คำมั่นสัญญาว่าจากนี้ไปผู้แทน เครือข่ายที่เข้าร่วมประชุมจะกลับไปขับเคลื่อนการทำธรรมนูญสุขภาพต่อ และเพื่อให้ข้อเสนอต่อระบบและกลไกมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้มีการตั้งคณะทำงาน 4 คณะเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ โดยข้อเสนอต่อระบบและกลไกการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ให้ปรับปรุงและนำกลับมาเสนอในที่ประชุม คสช.ครั้งที่ 1 เพื่อให้ความเห็นชอบ

