ฅนใต้สร้างสุข [The Southern Happyness Action Networks]

จับกระแสสมัชชา

53 items(1/6) 2 3 4 5 Next » Last »|

จาก "ไอดินกลิ่นใต้ สู่ แผ่นดินทองสองฝั่งนที "

โดย chonpadae on 21 ก.พ. 55 17.20

เมื่อวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2555 ณ โรงแรมนานาบุรี อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร
เวทีสรุปบทเรียนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ปีงบประมาณ 2554
และวางแผนการขับเคลื่อนงาน ปีงบประมาณ 2555-2556 กลุ่มพื้นที่ภาคใต้

ผู้เข้าร่วม
- ตัวแทนเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด 14 จังหวัด(ขาดตัวแทนจังหวัดภูเก็ต)
- ผู้แทนสมัชชาสุขภาพภาคใต้ที่เป็นกลไกต่างๆ เช่น คสช. คบ. คจสช. คพส.  ผู้เข้าร่วม PHPP PROGRAM
- ผู้แทนสื่อท้องถิ่นภาคใต้
- เจ้าหน้าที่ สช. ได้แก่ คุณสุทธิพงศ์  คุณจารึก ไชยรักษ์
- สจรส.ม.อ ได้แก่ อ.พงค์เทพ สุธีรวุฒิ คุณวินิจ ชุมนูรักษ์ คุณเชภาดร จันทร์หอม


โจทย์แรก คือ การสรุปบทเรียนการจัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้
ต้นน้ำ
1.ประเด็นกลไกคณะทำงาน
- สสจ.จำเป็นต้องเป็นแกนหลักหรือไม่ - องค์ประกอบสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา บทบาทสมดุลหรือไม่ - ควรมีการติดตามงานที่กระชับมากขึ้น
- ทีมติดตามยังเห็นบทบาทน้อย - ทีมดำเนินการประชุม ดำเนินการได้ดี 2.บทบาทเจ้าภาพร่วม
- ตรังโดดเด่น แต่พัทลุงไม่ค่อยเห็นบทบาท
- ควรจัดบทบาทความสัมพันธ์อย่างไร
3. การเตรียมความพร้อมของเครือข่ายจังหวัด 4. ประเด็น - มีประเด็นของภาคใต้  แต่ขาดประเด็นของจังหวัด
กลางน้ำ (กระบวนการตัดสินใจ)
1. รูปแบบสมัชชาสุขภาพภาคใต้
- ควรเหมือนหรือต่างจากเวทสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
2. การเชื่อมประสานกับสมัชชาต่างๆในภาคใต้อย่างไร
3. การเตรียมความพร้อมของตัวแทนจังหวัด - ทำอย่างไรให้มีความเป็นตัวแทน
4. บทบาทกติกาการประชุม
- ควรมีการกำหนดให้ชัด
5. ระบบเอกสาร
- ร่างมติ
- สรุปเอกสารมติ
6 . สถานที่ /อาหาร / ที่ละหมาด
ประเด็นแลกเปลี่ยนอื่นๆ
- ควรมีสัญลักษณ์หรือวิธีการในการบอกห้องย่อยให้ชัดเจนขึ้น
- การควบคุมกติกาในห้องประชุม
- กระบวนการสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ทำให้การไปเข้าร่วมงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติชัดเจน เข้าใจประเด็นมากขึ้น
- ควรจัดทำแนวทางการประชุมสมัชชาสุขภาพภาคใต้
- ภาคใต้ควรมีรูปแบบของตนเอง
- การสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ ทำอย่างไรให้คนอีกจำนวนมากได้เข้าร่วมงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ / สมัชชาสุขภาพทางอากาศ
- อยากให้ความสำคัญกับด้านศิลปวัฒนธรรม / ควรทำให้ลึกให้ถึงราก

โจทย์ที่ 2 คือ งานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ปี 2555
สรุป
กิจกรรมหลัก
- สมัชชาสุขภาพภาคใต้ ปี 2555 “แผ่นดินทอง สองฝั่งทะเล”
- สมัชชาสุขภาพ 4 กลุ่มจังหวัด
- การสนับสนุนวิชาการ จิตวิญญาณสมัชชาสุขภาพ และสื่อสารสาธารณะ
1.สมัชชาสุขภาพภาคใต้ ปี 2555 “แผ่นดินทอง สองฝั่งทะเล”
1.1การขับเคลื่อนและติดตามมติ
- แผนพัฒนาภาคใต้
- พื้นที่จัดการตนเองและชายแดนใต้
- การจัดการภัยพิบัติและลุ่มน้ำ
- เด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ
1.2 วาระของ 4 กลุ่มจังหวัด
1.3 ห้องวิชาการ การเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
2.สมัชชาสุขภาพ 4 กลุ่มจังหวัด
2.1 )กลุ่มจังหวัด ชุมพร/ระนอง/สุราษฎร์/ พังงา
ประเด็นร่วม การจัดการภัยพิบัติและลุ่มน้ำ ประเด็นของแต่ละจังหวัด (4 จังหวัด)
2.2 )กลุ่มจังหวัด ปัตตานี/ยะลา/นราธิวาส/สงขลา
ประเด็นร่วม นโยบายชายแดนใต้
ประเด็นของแต่ละจังหวัด
2.3)กลุ่มจังหวัด พัทลุง/ตรัง/สตูล
ประเด็นร่วม แผนพัฒนาภาคใต้
ประเด็นร่วมของแต่ละจังหวัด
2.4)กลุ่มจังหวัดนคร/กระบี่/ภูเก็ต
ประเด็นร่วม พื้นที่จัดการตนเอง
ประเด็นของแต่ละจังหวัด
ระยะเวลาจัดงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้  ปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม
---------------------------------------------------------------------------------
ข้อคิด มองไปข้างหน้า สมัชชาสุขภาพ
1. สร้างและสะสมทุนทางสังคมที่หาได้ยากในกลไกอื่น
2. สร้างสรรค์ความหลากหลายของรูปแบบการมีส่วนร่วม
3. สร้างช่องทางที่เชื่อมโยงความเห็นร่วมสู่การเปลี่ยนแปลง
4. สร้างกระบวนการสมัชชาสุขภาพให้เป็นวิถีแห่งสันติวิธี
5. สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยด้วยกระบวนการสานเสวนา
6. ความจริงคือสิ่งที่ได้ผล
โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (สมัชชาสุขภาพ ปรัชญา แนวคิดและจิตวิญญาณ)

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้สังคมไทยขาดความรู้แก้ปัญหาภัยพิบัติ เสนอตั้งหน่วยงานประสานนอกระบบ

โดย chonpadae on 17 ก.พ. 55 10.38

พิธีปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ห้องประชุมอาคารสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร

            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในพิธีปิดการประชุมสมัชชาแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554 เรื่อง รับมือภัยพิบัติ จัดการภัยสุขภาวะ ว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น มาจากสังคมยังขาดความรู้ เช่น ระบบข้อมูลน้ำ การเชื่อมโยงระบบการจัดการน้ำ เพื่อที่จะนำไปสู่การคาดเดาเส้นทางเดินของน้ำ เมื่อไม่มีข้อมูลจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้

            “ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความรู้ เราจะแก้ไขไม่ถูกทาง เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะตัดสิน และยังไม่เห็นกระบวนการ”
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวต่อว่า สังคมยังไม่มีการทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา ในขณะที่หลายพื้นที่มีการเก็บข้อมูล และเกิดการประสานงาน แต่ยังไม่เห็นหน่วยงานจากส่วนกลาง ประสานข้อมูลหรือบุคคลเหล่านี้มาถอดบทเรียน เพื่อขยายผลไปสู่ภาพรวมของประเทศ เห็นได้จากแผนการจัดการน้ำที่ดำเนินการเสร็จแล้ว แต่เป็นการคิดมาจากส่วนกลาง ไม่มีส่วนร่วมจากพื้นที่ ทั้งระบบการจัดการน้ำ และพื้นที่รองรับน้ำ

            “ที่ผ่านมาระบบการจัดการน้ำ แก้ปัญหาด้วยความขัดแย้งเฉพาะหน้า เช่นเรื่องแนวกระสอบทราย”

            ผู้นำฝ่ายค้านฯกล่าวอีกว่า ปัญหาการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยต้องมีการทบทวนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เมื่อมีการประกาศให้อพยพ ประชาชนจะไม่เชื่อ ขอดูก่อน ซึ่งจากนั้นรัฐบาลต้องเสียแรงงาน เพื่อจัดการอพยพหรือส่งอาหารให้กับผู้ที่ไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ ทำให้เสียพลังงานไปจำนวนมาก
            ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังเสนอให้ตั้งหน่วยงานนอกระบบราชการ เพื่อแก้ปัญหาการประสานงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย

ที่มา http://www.samatcha.org/?q=node/453

ข้อเสนอใหม่จากชายแดนใต้ ประเด็นโครงสร้างปกครองยังมาแรง(2)

โดย chonpadae on 17 ก.พ. 55 09.46

กลุ่มข้อเสนอทางเศรษฐกิจ
โดย อาจารย์สุวิทย์ หมาดจะดำ เป็นที่ปรึกษาต้องการให้มีคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ ซึ่งกรรมการดังกล่าวอาจประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด  พัฒนาชุมชน สาธารณสุข กรมการค้าระหว่างประเทศ  อปท.  คณะกรรมการกลางอิสลาม หอการค้า ตัวแทนสมัชชาสุขภาพแต่ละจังหวัด องค์กรพัฒนาชุมชน ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ มาร่วม “ที่ประชุมเสนอให้ใช้สมัชชาสุขภาพจังหวัด ในการคัดเลือกคณะกรรมการสภา หน้าที่เพื่อจัดทำข้อเสนอ ในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”ตัวแทนของกลุ่มกล่าว และเผยว่าข้อเสนอของกลุ่มประกอบด้วย
1.เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลการค้าชายแดน
2.พัฒนาการขนส่งทางบกและทางทะเล
3.จัดตั้งศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ เพื่อรองรับการค้าเสรีอาเซียน เพื่อการแข่งขันในอนาคต
4.ยกระดับและพัฒนากลการตลาดภาคประชาชน เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งระดับพื้นที่ ประเทศ และนานาชาติ
5.ศึกษาและทบทวนกระบวนการการจัดตั้งกองทุนซากาต
6.เกี่ยวกับกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภค มีการพูดถึงร่าง องค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคฮาลาลชายแดนใต้ ซึ่งประกอบด้วยองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคแต่ละจังหวัด  สคบ.จังหวัด สสจ.  อุตสาหกรรมจังหวัด พัฒนาชุมชน ด่านศุลกากร เป็นต้น
“ เนื่องจากสินค้าหลายตัวที่เข้ามาจากมาเลเซีย ที่มีตราฮาลาล แต่พบว่ามีส่วนประกอบของหมูอยู่ด้วย จากการวิเคราะห์อาจเป็นสินค้าที่มาจากจีนเข้ามาเลย์แล้วส่งมาไทย โดยตัวแทนสมัชชาสุขภาพ จะเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าในพื้นที่ ทั้งสินค้าในและต่างประเทศรวมทั้งตรวจสอบ สินค้าอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ” ตัวแทนกลุ่มออกมาขยายความ
7.ออกฎหมายรับรองสถานภาพสหกรณ์อิสลาม

          กลุ่มประเด็นสังคม ประเพณี วัฒนธรรมมีข้อเสนอดังนี้
1.ให้กระทรวงมหาดไทย และ อปท. จัดระเบียบสังคม และกำหนดพื้นที่ โซนนิ่ง แหล่งปลอดยาเสพติดและอบายมุข
2.กำหนดให้วันรายอฯ และวันสารทเดือนสิบ เป็นวันหยุดราชการ ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยให้เป็นประกาศของทางราชการ โดย ผวจ.สามารถลงนามได้
3.ให้วันสำคัญทางศาสนาของทุกศาสนา  เป็นวันที่งดเว้นการซื้อขายสุรา
4.ให้หัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้ประกาศ ให้ข้าราชการไม่ต้องเข้าร่วมพิธีกรรมของศาสนาอื่น
5.ให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงสาธารณสุขและองค์กรที่ เกี่ยวข้อวงร่วมกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ เสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง
6.ให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  /กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร มีส่วน เสริมสร้างสถาบันครอบครัว  ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยต่างๆ
7. ผลักดัน พ.ร.บ.ซากาต
8.ให้กระทรวงวัฒนธรรม พัฒนาผู้นำศาสนา ในพื้นที่ 5 จังหวัด
9.ให้มีศูนย์วัฒนธรรมภาษามลายูท้องถิ่น
10.ทำแผนแม่บทพัฒนาสื่อมวลชนในท้องถิ่น โดยเน้นการใช้ภาษามลายูท้องถิ่น
ข้อเสนอใหม่
1.ให้กระทรวงเทคโนโลยีและ การสื่อสารร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ควบคุม กำกับ ดูแลร้านเกม อินเตอร์เนท โดยควบคุมสื่อและเวบไซค์ที่เหมาะสม

          กลุ่มข้อเสนอประเด็นสุขภาพ ซึ่งมีข้อเสนอเดิมมี 4 ข้อ  ได้มีการเพิ่มเติมข้อเสนออีก11 ข้อกล่าวคือ
1.ให้ส่วนราชการ รัฐ และท้องถิ่น ให้ความสำคัญในการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม เน้นมิติทางจิตใจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ศรัทธา ความเชื่อของประชาชน ให้ได้รับบริการอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ
2.ให้ส่วนราชการ รัฐ และท้องถิ่น ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ยอมรับการสร้างสุขภาพด้วยตนเอง การทำงานสุขภาพ ใช้บริบทพื้นที่เป็นฐานในการทำงาน มิติทางจิตใจที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
3.เพิ่มความเข้มแข็งภาคท้องถิ่น ด้านการส่งเสริมขบวนการมีส่วนร่วมในชุมชน อย่างจริงจังโดยใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
4.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน ปรับโครงสร้างงบประมาณให้ยืดหยุ่น สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ ส่งเสริมสุขภาพ ผ่านกองทุนสุขภาพตำบลอย่างเร่งด่วน
5.ส่งเสริมการแสวงบุญของ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ไปประกอบพิธีฮัจย์ และไปปฏิบัติธรรมที่อินเดียของชาวพุทธ
6.อปท.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการส่งสริมสุขภาพ เช่น สนามเด็กเล่น  ลานกีฬา
7.ส่งเสริม ให้ลูกจ้างในงานสาธารณสุขได้รับการบรรจุ
8.การคัดเลือกคนทำงานสาธารณสุขต้องมีมาตรฐานชัดเจน
9.ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญในการติดตาม กำกับ ดูแลการจัดการสุขภาวะของชุมชน
10.ควรทำการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ หรือ HIA  ตามกฎหมายกำหนด
11. อปท. /จังหวัด ควรแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบ  ชุมชนท้องถิ่น เพราะมีโครงการมากมาย ไม่ได้ติดตาม ตรวจสอบ ว่าตรงตามนโยบายหรือไม่
หลังการนำเสนอของกลุ่มต่างๆ ตัวแทนพรรคการเมือง และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ขึ้นมาวิพากษ์และให้ความเห็น ต่อข้อมติข้อเสนอ

          นายนิพนธ์ บุญญามณี  ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มองว่าข้อเสนอจากเวที บางอย่างเป็นรายละเอียดปลีกย่อยไม่สามารถไปกระเพื่อมในเชิงนโยบายได้ “ประเด็นโครงสร้างการปกครอง  โดยเฉพาะมหานครปัตตานี ผมคิดว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถกกันมานาน การพูดเรื่องการกระจายอำนาจ ต้องไม่สับสนกับเรื่องภูมิภาค กับท้องถิ่น คำว่ามหานคร มีการพูดถึงเมืองใหญ่ๆของประเทศไทย ซึ่งนี่คือที่เริ่มพูดกัน สำหรับมหานครปัตตานีอยู่ที่ความพร้อมของพื้นที่ มองว่าจะยุบรวม 3 จังหวัดเป็นหนึ่งหรือเปล่า ยุบ อปท. ทั้งสามจังหวัดให้เหลือ อันเดียว คือ มหานครที่รวมเอา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เป็นองค์กรหนึ่ง นั่นต้องชัดเจนเสียก่อนเชิงพื้นที่  ว่าเป็นสามจังหวัด หรือรวม สี่อำเภอของสงขลา  ด้วยและ ถ้ามีมหานครปัตตานีแล้ว ยังมี อบจ.หรือไม่  ซึ่งเป็นเรื่องท้องถิ่น”
          นายนิพนธ์มองว่าการกระจายอำนาจ ทุกวันนี้ ยังถูกราชการส่วนภูมิภาคต่างๆ ได้ยื้อเอาไว้ เป็นปัญหาอยู่  แนวคิดมหานครปัตตานีที่พูดกัน เห็นว่ายังไม่มีอำนาจ ภารกิจที่ชัด ซึ่งในที่สุดจะไม่ต่างจาก อปท. คือ อบจ. “ความคิดผม ต้องให้มีการถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคลง ท้องถิ่นให้มากขึ้นเดินหน้ากระจายอำนาจ ไม่ตกอยู่ในกลไกประจำมากนัก  ผมจึงต้องการภารกิจที่ชัดเจนของมหานครปัตตานีว่าคืออะไร ถ้าไม่ต่างไปจากการกระจายอำนาจเดิม ผมว่าต้องเดินหน้าการกระจายอำนาจ ไม่เช่นนั้นถ้าออกกฎหมายเฉพาะพื้นที่ การเข้าไปโหวตในสภาจะผ่านยากมาก เพราะต้องขอความเห็นจากทุกจังหวัดของไทย  เราต้องตอบให้ได้ว่าทำไมต้องเป็นมหานครปัตตานี  การออกกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย มีขั้นตอนมากมาย  เพราะฉะนั้นต้องหาความเห็นพ้องของสังคมให้ได้ ซึ่งก็ต้องตอบคำถามสังคมได้ว่าทำไม มีความจำเป็นอย่างไร”
          เขาบอกว่าส่วนตัวสนับสนุนการเดินหน้าแนวทางกระจายอำนาจสำหรับเรื่องโครงสร้าง จะต้องไม่มีการส่งสัญญาณผิดๆออกมาจากผู้มีอำนาจ ในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากสับสนจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น “คนที่ระแวงความเก่าๆ คนที่กลับมาแล้วจะกลับออกไปอีกหรือเปล่าถ้ามีปัญหา เพราะฉะนั้นอะไรไม่มั่นใจอย่าเสนอออกมา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก การเน้นมีส่วนร่วมของประชาชนพื้นที่ เป็นสิ่งที่ถูกแล้ว”
          ประเด็นกระบวนการยุติธรรม เขาเห็นด้วยกับแนวทางที่เสนอ โดยเฉพาะเรื่องร้องทุกข์จะต้องไม่ถูกเผยออกสู่สาธารณะ เพราะถ้าไม่สร้างความมั่นใจในการร้องทุกข์ คนไม่กล้าร้องทุกข์ นอกจากนั้นทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบและคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างมีระบบ สร้างความเชื่อมั่นโดยให้คนมั่นใจระบบยุติธรรมในระบบ อย่าให้เกิดภาวะคนไม่เชื่อระบบจนเกิดอำนาจมืด หรือใต้ดิน จะทำให้คนไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมยิ่งขึ้นไปอีก
          ทางการศึกษาเขาอยากเห็นทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาของรัฐอย่างทั่วถึง เสมอหน้ากัน โดยไม่เอาความยากจนมาเกี่ยวข้อง การศึกษาของรัฐที่จัดในภูมิภาคตรงนี้ต้องมีคุณภาพ ไม่ว่า ระบบสามัญ หรือ ระบบที่สอนศาสนาด้วยคู่ไปแต่ต้องมีคุณภาพ ถ้าจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณแม้แต่ในอัตราก้าวกระโดดก็ต้องยอม เพราะชดเชยสิ่งที่ขาดมาในอดีตด้วย
          ด้านเศรษฐกิจมองว่า ศอบต.ต้องใช้กฎหมายในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ  และกล่าวว่าเกี่ยวกับภาษีปิโตรเลียม อย่างเขต เจดีเอ น่าจะตกกับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนอย่างนราธิวาสด้วย
          สำหรับประเด็นการสาธารณสุขเห็นด้วยกับแนวทางป้องกันว่าดีกว่าการมุ่งรักษา และ  ฝากวาระกีฬา เข้าไปอยู่ ในวาระนี้ด้วยเพราะแก้ปัญหาอื่นๆเช่นยาเสพติดได้อีก
          ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู ส.ว.ปัตตานี มองว่า ประเด็นการปกครองเป็นเรื่องที่ร้อนมาก ขณะนี้พี่น้องประชาชนตื่นตัวมาก สกัดกั้นไม่ได้แล้ว  เพราะประชาชนมีโอกาสเสนอกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีกฎหมายเยอะ แต่นำไปใช้ในทางกฎหมายน้อยมาก “รัฐบาลจะบอกว่าจะกระจายอำนาจ อย่างทั่วถึงภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งกว้างๆ อย่างความคิดปัตตานีมหานคร ก็บอกว่ามาจากคนๆเดียว แสดงว่าไม่เอาปัตตานีมหานครแล้ว แต่จะกระจายอำนาจอย่างเต็มที่ การเมืองก็เป็นอย่างนี้อยู่  อย่างแนวคิดว่าจะหยุดในวันตรุษจีน แสดงว่าจะต้องหยุดในวันสำคัญทางศาสนาอื่นด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้ ผมจึงไม่ชี้รายละเอียด แต่ จะไปถึงจุดที่ว่า จะเป็นการปกครองที่กระจายอำนาจ ที่คำนึงถึงโครงสร้างของประชากร  นั่นจะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น”
          ประเด็นความยุติธรรมเขามองว่าตอนนี้มีกองทุนชดเชยต่างๆ เกิดขึ้น  แต่การเข้าถึงความยุติธรรม ยังน้อยมาก ไม่ถึงไหน จึงเกิดปัญหา  โอกาสสร้างความสงบสุขในชายแดนภาคใต้มี โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นตัวนำ  จึงควรทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เดินได้ พร้อมกับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามา ส่วนปลีกย่อย ไม่สามารถแก้ด้วยยุติธรรมอย่างเดียวแต่อาจแก้ด้วย องค์กรอะไรสักอย่างหนึ่งที่มองในองค์รวมได้
          ด้านการศึกษามองว่า การศึกษาที่นี่  ระดับประถมศึกษาโรงเรียนรัฐบาล 80 % โรงเรียนเอกชน 20%  แต่พอถึงระดับมัธยมปรากฏว่าเป็นโรงเรียนเอกชน 70 % รัฐ 20-30% ต้องดูตรงนี้ ด้วยเพราะจะพลิกโครงสร้างคงไม่ได้ แต่จะหลอมรวม หรือยืดอย่างไร  ต้องทำ เป้าหมายของชาติให้เขาเห็นร่วมกันว่าจะเดินอย่างไร ในจุดเดียวกัน
          ด้านเศรษฐกิจเขากล่าวถึงกองทุนฮัจย์  ซากาต ว่าจะอยู่ใน พรบ.แต่ละเรื่อง ต้องนำเสนอต่อไป ในสภาผู้แทนราษฎร
“เราพูดกันมาก ที่จะผลักดัน  กองทุนการออมแห่งชาติ มีประเด็นว่าประชาชนรวมกันออมเงินเท่าไร รัฐจะเพิ่มเท่านั้น โดยมีคณะกรรมการระดับชาติมาดูแล ตรงนั้นผมต้องการให้มีกรรมการบริหารธนาคารอิสลามมาดูแล เพราะจะรู้ว่าจะบริหารเงินส่วนนี้อย่างไรโดยไม่ผิดหลักอิสลาม”
          นายมูฮำหมัดซุลฮัน  ลามะทา พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงโครงสร้างการปกครองรัฐบาลมองว่า ศอ.บต. เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้แก้ปัญหาในสามจังหวัด รัฐบาลต้องกล้าคิดกล้าทำ เพื่อแก้ปัญหา การกระจายอำนาจต้องมองว่ากระจายอย่างไร ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
          กระบวนการยุติธรรม  มองว่าทุกวันนี้ทนายความทั่วไปไม่กล้าว่าความให้ผู้ต้องหา ถ้ามีกระบวนการชัดเจนจะแก้ปัญหาได้
          การศึกษา มองว่าปัญหาประเด็นแรกที่ต้องคือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทำให้ไม่มีเวลาเรียนครบตามหลักสูตร ครูไม่สามารถมาสอนได้ตามกำหนด  ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จึงมีอยู่จึงจะเป็นวาระเร่งด่วนในการแก้ไข เพื่อทบทวนเรื่องเวลาเรียน เรื่องนวัตกรรมต่างๆที่ยังขาดแคลนอยู่
          ด้านเศรษฐกิจ พรรคชาติไทยพัฒนากำลังร่าง พรบ.ซากาต ส่ง ให้สภาฯพิจารณา ถ้าเกิดขึ้นจริงจะช่วยเศรษฐกิจและกำลังผลักดันการวิจัยการตลาด สำหรับผลิตผลการเกษตรในพื้นที จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะพัฒนาอย่างไร
          ด้านสังคม วัฒนธรรมมองว่าวันหยุดทางศาสนา ถ้าประกาศ หยุดต้องหยุดทั้งประเทศ  ไม่ใช่เฉพาะสามจังหวัด แต่มีทั่วประเทศ ต้องทำเหมือนกัน นำเสนอให้มีการพัฒนาศักยภาพอิหม่าม โดยมีมีวิทยาลัยอิหม่าม  เพื่อปรับวุฒิทางการศึกษาให้อิหม่าม มีความรู้เพิ่มนอกจากทางศาสนา มีศักยภาพเพิ่มขึ้นและได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม

          นายมูฮำมัดอารฟิน จะปะกิยา จากพรรคมาตุภูมิ เสนอให้ถอนทหารที่มาจากพื้นที่ต่างจังหวัด ออกจากชายแดนภาคใต้ คงไว้ทหารในพื้นที่ ประเด็นยุติธรรม เห็นว่าน่าจะมีองค์กรชัดเจนที่ประชาชนศรัทธา เพราะทุกวันนี้ประชาชนวิกฤติศรัทธา คนของรัฐ เพราะไม่มีความมั่นใจต่อคนของรัฐ หรือกระบวนการยุติธรรม
          ด้านเศรษฐกิจ เสนอให้เกิดศูนย์ฮาลาลโลก สนับสนุนกองทุนซากาต  ด้านวัฒนธรรม มองว่าควรเดินตามวิถีชีวิต ของคนพื้นที่โดยไม่ทำลายอัตลักษณ์  และด้านสุขภาพเสนอจัดตั้งสถาบันฟื้นฟูยาเสพติด

          คุณมยุเรศ อร่ามรัตน์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. มองว่า หลายเรื่อง ศอ.บต.ได้ดำเนินการแล้วอย่างการศึกษาเสนองบไปกว่าพันล้าน เพื่อพัฒนาเด็กให้แข่งขันกับภูมิภาคอื่นได้ มีโครงการภาษาอาเซียน ฝึกมาลายู กลาง จีน อาหรับ อังกฤษ  และการให้ทุนการศึกษา เป็นต้น
          “การย้ายข้าราชการ เรามีอำนาจพิจารณาบุคคลที่ไม่เหมาะสม สร้างเงื่อนไข  ออกจากพื้นที่”.

ถนอม ขุนเพ็ชร์ ...เรียบเรียง

ข้อเสนอใหม่จากชายแดนใต้ ประเด็นโครงสร้างปกครองยังมาแรง(1)

โดย chonpadae on 17 ก.พ. 55 09.29

เวทีติดตามมตินโยบายการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรม จังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อ16 ธันวาคม 2554 โรงแรมซี.เอส.จังหวัดปัตตานี
          เปิดฉากด้วย ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ คณบดีคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
กล่าวเรียกน้ำย่อยถึงข้อเสนอสมัชชาสุขภาพของพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่ามีความเคลื่อนไหวน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าเกี่ยวกับการแก้โครงสร้างในการปกครองภาคใต้  ที่มีโมเดลต่างๆ เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่ากว่า 8 โมเดลแล้ว และอาจมีข้อเสนอใหม่  นอกจากนั้นมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูประบบยุติธรรมในภาคใต้ที่ ร่าง พ.ร.บ.ได้ลงนามโดยนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแล้ว แต่ยังไม่ถึงกระบวนการรับรองใช้จะต้องตามต่อยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับประเด็นการศึกษา  ประเด็นเศรษฐกิจ  ประเด็นสังคม ประเพณี วัฒนธรรม  และประเด็นสุขภาพสาธารณสุข สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
          นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีกล่าวเปิดงานวันนั้นว่า สุขภาพ กาย จิต สิ่งแวดล้อม เป็นองค์รวม สุขภาพเกี่ยวข้องกับทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่กับหมอหรือพยาบาล แต่ที่ผ่านมามักติดหล่มกับฝ่ายการเมือง “ก็คือข้อเสนอต่างๆไปอิงกับประโยชน์ของการเมือง  ถ้ามีประโยชน์กับรัฐบาลนั้นๆ เขาก็ส่งเสริมต่อ เปลี่ยนรัฐบาลที ต้องวิ่งหาแรงสนับสนุนที แล้วเราจะทำอะไร เพื่อแสดงถึงพลังประชาชน มีการพูดว่าเสียงประชาชน เป็นเสียงพระเจ้า แต่ในประเทศไทย ใช่หรือไม่”
          นายเสรีตั้งคำถามว่าทำให้ประชาชนเป็นใหญ่จริงทำได้อย่างไร  และการแปลงข้อเสนอประชาชนเพื่อเกิดผลในทางปฏิบัติ จะทำได้อย่างไร  “อย่างเรื่องที่เราทำกันอยู่นี้การขับเคลื่อนลงไปในทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชนจริงไหม เครือข่ายเราไปถึงหรือเปล่า  หรือลงไปในหมู่บ้านแล้วมีคนถามว่าสมัชชาสุขภาพ คืออะไร” เขาเห็นว่า การขับเคลื่อนขบวนการสมัชชาจะต้องออกมาในรูปแบบของสัญญาประชาคม ฉันทามติ เป็นข้อนำไปสู่ การปฏิบัติ เป็นกฏเกณฑ์ชัดเจนไม่ใช่มา นำเสนอเฉยๆไม่มีผลอะไรออกมา แบบที่คนมาประชุมเสร็จแล้วแยกย้ายกันไป นั่นไม่ใช่คำตอบสมัชชา ตรงกันข้ามกระบวนการจะผลักดันอย่างไรที่จะเกิดนำไปสู่การปฏิบัติ  “อย่างชุมชนในเมืองกับในหมู่บ้านไม่เหมือนกัน การขับเคลื่อนต่างกันตามสภาพ ต้องมีกระบวนการที่จะต้องช่วยกันคิดจากความแตกต่างกันนี้” นายเสรีกล่าวและว่า ต้องทำให้พลังสมัชชาสุขภาพ เป็นสมัชชาที่เป็นที่ยอมรับ แข็งแกร่ง นี่เป็นคำตอบเดียวเพราะผู้ที่เข้ามาอยู่ในสมัชชา เป็นผู้มีพลัง ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคท้องถิ่นต้องมีกระบวนการขับเคลื่อนที่หนักแน่นและกระจายในเวลาที่รวดเร็ว  สำหรับพลังประชาชนต้องเป็นพลังบริสุทธิ์ไม่มีเงื่อนไขบางอย่างอยู่ข้างหลัง
          ทีวันนั้นมีการแบ่งกลุ่ม 6 ประเด็นสำคัญมีทีมวิชาการประจำกลุ่ม แต่ละกลุ่มได้ทบทวนข้อเสนอสมัชชา และมีข้อเสนอใหม่ ภาพรวมโดยสรุปดังนี้
กลุ่มโครงสร้างการปกครอง มีดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ เป็นทีมวิชาการ ผลจากการระดมความเห็น มองว่าการปกครองส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ของจังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัญหาของ จังหวัดชายแดนภาคใต้มี 2 เรื่องคือ คนกับโครงสร้าง  ซึ่งกรณีโครงสร้างมีปัญหาการจัดการอำนาจ  จึงมีข้อเสนอการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อตอบโจทย์ที่สำคัญใน 3 ภาคส่วนคือ
- ภาคการเมืองให้นักการเมืองมีแนวทางสร้างความชัดเจนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การเลือกตั้งที่มีอนาคต ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ทำให้เกิดการแข่งขัน ของพรรคการเมืองที่จะเป็นตัวแทนของพื้นที่
- ถ้ามีความชัดเจนภาคการเมือง จะสามารถตอบโจทย์ข้าราชการต่อโครงสร้างบริหารราชการโดยรวม  อาจทำให้มีการปรับเปลี่ยนบางอย่างได้ เช่นทำให้ข้าราชการในพื้นที่อย่างนายอำเภอสามารถทำงานเชิงรุกได้มากขึ้น เวลามีปัญหา สามารถสั่งการด้วยตัวเองได้ ควบคุ่ไปกับทำงานของ อปท. ต่างๆ
- ส่งเสริมการเกิดสภาซูรอในพื้นที่มุสลิมล้วนๆ แต่ถ้าพื้นที่ใดมุสลิมไม่ทั้งหมด ก็จะทำสภาในลักษณะที่คล้ายกัน
“ปัญหาแนวทางจัดการรูปแบบการปกครองในพื้นที่สามจังหวัดมีหลายเรื่องแต่ สรุปได้ว่าปัญหาที่ควรพิจารณาคือปัญหาเรื่องคน เนื่องจากว่าข้าราชการเองไม่ได้กำหนดวาระที่แน่นอน ทำให้มีการสร้างอิทธิพล สร้างอำนาจในพื้นที่ จึงเสนอให้ออกระเบียบ กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหาร เช่น ข้าราชการประจำ อบต. ผู้ว่าราชการจังหวัด  ศาลจังหวัด  ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อก่อนเราคุยเรื่องนี้ไม่ได้มาก เพราะว่า ผู้ใหญ่มักไม่เห็นด้วย เพราะเขาจะคิดว่าเกี่ยวกับผลประโยชน์”
ตัวแทนกลุ่มได้นำเสนอและว่าโดยสรุปแล้วคือลดอำนาจ ความซับซ้อนของหน่วยงานและตำแหน่ง เหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในพื้นที่ บางหน่วยงานอาจต้องยุบรวมให้เป็นเอกภาพมากขึ้น จึงจะไม่เกิดการแย่งชิงทรัพยากร ที่สร้างปัญหาอีกเช่นกัน

กลุ่มข้อเสนอการปฏิรูประบบยุติธรรม  มี ดร.มุฮำหมัดซากี เจ๊ะหะ ที่ปรึกษากลุ่ม นำเสนอว่าจากข้อเสนอสมัชชาครั้งที่ 1 เมื่อปี2551 เสนอไว้ในเรื่องการตั้งคณะกรรมการในการร้องเรียน มีการเสนอเพิ่มเติมจากที่ผ่านมาโดยมติของกลุ่มดังนี้
1.ตั้งศูนย์อำนวยการความสะดวกเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการรับบริการ ทางยุติธรรมในการเชื่อมศาลกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม
2.จัดตั้งหน่วยงานย่อยของศาล เพื่อให้ชาวบ้านสามารถร้องเรียน ร้องทุกข์ ในคดีเล็กๆน้อยๆ เพื่อไกล่เกลี่ย
3.การจัดตั้งกองทุนเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ต้องหาที่บริสุทธิ์ ที่ถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาคดีหรือว่า ผู้ต้องสงสัยที่บริสุทธิ์ ที่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ โดยจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้มีสิทธิได้รับ
4.การจ่ายค่าชดเชยให้กับจำเลยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โดยจำเลยจะต้องมีการร้องขอ
5.เพิ่มช่องทางในการร้องด้านคดี ให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่ ให้มีการประชาสัมพันธ์ช่องทางเหล่านั้น ให้ประชาชนทราบโดยทั่วถึง
6.ให้หน่วยงานที่รับร้องทุกข์ หรือคนกลาง ดำเนินการ ประสานกับผู้ร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง จะได้รู้ว่าคดีไปถึงไหน
7.มีการให้ความรู้ด้านกฎหมายพื้นฐานให้แก่ประชาชน  เพราะชาวบ้านที่ถูกคดีความมั่นคงหรือคดีทั่วไป ชาวบ้านจะไม่กล้าเข้าไป เพื่อขอความเป็นธรรมและไม่รู้กระบวนการกฎหมาย

กลุ่มข้อเสนอประเด็นการศึกษา ดร.อิบรอฮีม ณรงค์เดชรักษาเขต ที่ปรึกษากลุ่ม
ได้มองร่วมกันว่าการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ยังมีปัญหาอยู่มาก การอ่านออกเขียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ สาเหตุมาจากความหลากหลาย ความแตกต่างทางด้านฐานะ  จึงต้องจัดระบบเข้าสู่ รูปแบบที่ดี เทียบเท่ากับภาคอื่น  มีการเรียงลำดับความสำคัญของข้อเสนอนโยบายการศึกษาใหม่ ดังนี้
1.การจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมบุคลากรทางด้านการศึกษา พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา  ให้เหมาะสมกับผู้เรียน  ขณะที่สถาบันการศึกษาเองต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการศึกษา
2.รัฐต้องพัฒนาและผลิตบุคลากรทางการศึกษา  ที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสิทธิภาพ เข้าใจถึงวิถีชีวิต ของประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจกัน ในระหว่างโรงเรียนและชุมชน  บุคลากรทางการศึกษาจะไม่ทำการใดๆ ที่ขัดกับความเชื่อทางศาสนา และธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของ ท้องถิ่น มีการส่งเสริม ผลักดันสถาบันของชุมชน เช่นสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษาให้มีบทบาทในการ จัดการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
3.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ อปท. และชุมชน ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในท้องถิ่น ทั้งรัฐและเอกชนในพื้นที่
4.ส่งเสริม ให้ข้าราชการในพื้นที่เข้าใจในหลักความเชื่อและวัฒนธรรมของท้องถิ่นมาดูแลการจัดการศึกษาในพื้นที่ โดยหน่วยงานที่มาดูแลการศึกษา ต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่แท้จริง และต้องมีมาตรการต้องลงโทษบุคลากรทางการศึกษาหรือผู้รับผิดชอบการศึกษาในท้องที่ที่ไม่สนอง นโยบายของรัฐ
5.ให้มีการทบทวนเพิ่มเงินสนับสนุนให้แก่ตาดีกา และปอเนาะให้มีความเหมาะสม
6.เพิ่มขีดความสามารถบุคลากรทางการศึกษาเพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน จัดการศึกษาให้มีคุณภาพ คุณธรรม
7.ใช้เทคโนโลนีสารสนเทศมาเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
สำหรับข้อเสนอใหม่ทางการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ
1.ให้มีหน่วยงานที่ควบคุมดูแล กำกับวินัย  จริยธรรม ศีลธรรมและ ประพฤติ ความเสี่ยงของนักเรียนโดยจัดระบบสารวัตรนักเรียน
2.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทางการศึกษาระดับอำเภอ จังหวัดที่ มีหน้าที่ดูแลโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ให้ได้มาโดยการผ่านฉันทามติของผู้ได้รับใบอนุญาตของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก่อน

มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2554

โดย chonpadae on 15 ก.พ. 55 11.38

มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4
1. ความปลอดภัยทางอาหาร: การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ
2. การจัดการปัญหาการฆ่าตัวตาย (สุขใจ...ไม่คิดสั้น)
3. การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง
4. การบรหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็ก อย่างยั่งยืนฯ
5. การจัดการปัญหาโฆษณายาและอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณยาฯ
6. การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยฯ

สมัชชาสุขภาพแนะเสพข่าวภัยพิบัติด้วยสติ

โดย chonpadae on 11 ก.พ. 55 00.49

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2555) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ภายในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554
ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “ข่าวภัยพิบัติ เสพอย่างไรไม่ให้ตื่นตูม” โดยนายกิตติ สิงหาปัด บรรณาธิการข่าวสามมิติ น.ส.วิลาวัลย์ บุญจันทร์ อาสาสมัครจากกลุ่มไทยฟลัด
และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาครั้งนี้

นายกิตติ กล่าวว่า เมื่อต้องติดตามข่าวภัยพิบัติ ผู้ชมหรือผู้ฟังต้องกระตือรือร้นในการหาความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติด้วยตนเอง เพราะหากมีข้อมูลหรือหาความรู้ด้วยตนเองก็จะไม่ตื่นกับข่าว เช่น หากนำเสนอข่าวหมอดูว่ามีการทำนายว่าจะเกิดแผ่นดินไหวในอีก 2- 3 วัน ซึ่งความจริง ตามหลักวิทยาศาสตร์ แผ่นดินไหวจะเกิดหรือไม่เกิดนั้น ไม่อาจทำนายได้ เพราะการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเองก็อาจจะไม่เต็มร้อย ตนในฐานะสื่อมวลชนก็อาจจะไม่ได้เสนอข้อมูลอย่างสมบูรณ์ที่สุด แต่ตนก็พยายามนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านที่สุด

บรรณาธิการข่าวสามมิติ กล่าวว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์ภัยพิบัตินั้นตนได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.นำเสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง 2.นำเสนอข้อมูลประกอบเสริมเพื่อให้ประชาชนใช้การตัดสินใจในการป้องกันตนเองจากภัยพิบัติ 3.ผันตัวเองเป็นสื่อกลางในการระดมการบริจาคเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เนื่องจากสื่อโทรทัศน์จะมีพลังมหาศาลในการะดมของบริจาค

“สิ่งที่เราจะรับผิดชอบและทำร่วมกันคือ การหาข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติและช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่”

ด้านน.ส.วิลาวัลย์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับสถาณการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาคือ ข่าวสารที่ออกมานั้นมีจำนวนมากจนประชาชนไม่รู้จะเลือกเสพข่าวไหนหรือว่าจะเลือกเชื่อสื่อใด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติจะต้องใช้สติในการเสพสื่อ ไม่ตื่นตูม และจะต้องแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ต้องเชื่อตนเองและผลักดันให้คนที่มีหน้าที่ได้ทำหน้าที่ของเขา โดยเฉพาะคนเมืองต้องทลายกำแพง “ความเป็นคนเมือง” ของ และร่วมมือกับชุมชนหาแนวร่วมในการป้องกันตนเอง สร้างตนเองให้เข้มแข็ง เพราะเมื่อรัฐไม่ดูแลเรา เราก็จะต้องร่วมมือกันเพื่อดูแลตนเองให้ได้

“การเสพสื่อ เราก็ควรที่จะมีการตรึกตรองอย่างหลายชั้น โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีนิวส์มีเดียเกิดขึ้นมากมาย เราก็สามารถตรวจสอบได้อีกทาง”

ขณะที่ น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคข้อมูลสารสนเทศเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นล้นเกินออกมาเป็นจำนวนมาก การเสพสื่อในรูปแบบสื่อทั่วไป หลายคนอาจจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าดราม่า แต่สำหรับตนแล้ว เห็นว่า “ความเป็นดราม่า” ก็มีได้ตามธรรมชาติและวิธีการของสื่อนั้นๆ แต่สิ่งสำคัญต้องมีคุณภาพและต้องให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงแก่ประชาชน

“เราจะต้องสร้างจรรยาบรรณวิชาชีพ (code of conduct) ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการทำหน้าที่ของสื่อ และสิ่งสำคัญที่สุดอีกเรื่องคือ เราจะต้องติดอาวุธให้แก่ประชาชน ให้เขารู้เท่าทันสื่อที่เราเสพให้ได้ กสทช. เองก็เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ เราได้เตรียมการในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในการรู้เท่าทันสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ เรายังได้เตรียมการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบในลักษณะของช่องภัยพิบัติโดยเฉพาะ”

ที่มา http://www.thaireform.in.th/reform-the-news/item/7067-2012-02-04-08-04-00.html

สู้ภัย -อยู่กับธรรมชาติ-หนี' ปราโมทย์ เปิด 3 สูตรแก้ปัญหาอุทกภัย

โดย chonpadae on 11 ก.พ. 55 00.30

อดีตอธิบดีกรมชลฯ ย้ำศาสตร์ในหลวงต้องศึกษา ไม่ใช่นั่งมองเพดานแล้วเขียนแผน แนะให้นำหลักคิดไปต่อยอด จี้เลิกคิดสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ยืนยันช่วยอะไรไม่ได้มาก

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวในเวทีเสวนา “ศาสตร์พระราชากับการกู้วิกฤติชาติ” ที่จัดโดย คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (ศจ.สช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ

นายปราโมทย์ กล่าวถึงศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ผ่านการลงมือปฏิบัติมาแล้วทั้งสิ้น จนออกมาเป็นพระราชดำริ อันหมายถึง หลักคิด หลักธรรมหรือหลักทำ ที่เจ้าหน้าที่และประชาชน สมควรจะน้อมนำหลักคิดเหล่านั้นไปต่อยอด

“สิ่งที่พระองค์คิดและทำล้วนมาจากประสบการณ์ ไม่ใช่นั่งมองเพดานแล้วออกมาเป็นแผน เหมือนในสมัยนี้ ที่เชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานมองเพดานแล้วเขียนแผน ในศาสตร์ของพระองค์ การจะคิดหรือทำอะไรต้องลงพื้นที่ ศึกษาจึงจะสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม ไม่ใช่ลากจอบลากเสียมมาทำเลย”

นายปราโมทย์  กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหลักคิดไว้ครบหมดแล้วทุกด้าน แต่รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาไม่ได้นำมาปฏิบัติ ไม่รู้ว่าเป็น "ธรรมชาติในการบริหารแผ่นดิน" ไปแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ได้เน้นเหลือเกินว่าศาสตร์ของในหลวงควรต้องมีการต่อยอด เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและเหตุน้ำท่วมทุ่งก็โจมตีมาหลายปี ซึ่งในพื้นที่ในกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่มีของ มีเส้นทางระบายน้ำทางธรรมชาติ อีกทั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เคยสร้างคันกั้นน้ำพระราชดำริไว้

“อย่างในปี 2538 ก็เอาอยู่ สามารถสู้สถานการณ์ได้โดยทางระบายน้ำธรรมชาติ กระทั่งวันนี้เมื่อเวลาผ่านไป 17 ปี กลับไม่มีการดูแล เคยใช้กระสอบทรายกั้นอยู่เช่นไร ก็ยังใช้อยู่อย่างนั้น เมื่อระบบอ่อนแอในขณะที่น้ำเข้าโจมตีจนล้นตลิ่ง คันกั้นน้ำพระราชดำริที่ไม่ได้รับการดูแลจึงต้านไม่อยู่”

นายปราโมทย์ กล่าวถึงการเข้าไปร่วมกับคณะกรรมการกยน.ด้วยว่า ได้พยายามนำเอาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปนำเสนอ เพื่อให้นำไปคิดต่อยอด แต่ธรรมชาติของคณะกรรมการไม่ว่าจะชุดใด เรื่องใดก็ตามก็เป็นระบบที่ไม่รู้จะเรียกหรือบัญญัติว่าอย่างไรดี กรรมการนานๆ ทีจึงจะเข้ามาร่วมกันคิด ทั้งที่เรื่องการบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องเกาะติดทุกวัน

“เท่าที่เห็นมีแต่การพูด เช่น การมาประกาศว่าจะสร้างฟลัดเวย์ ทั้งที่ยังไม่ได้ศึกษาและเผยแพร่ให้ชาวบ้านรับรู้ และในปีนี้ (2555) ทั้งเขตบางบัวทองหรือรังสิต สถานการณ์ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ขณะนี้ คือ ศึกษาเรียนรู้ศาสตร์ของในหลวง ช่วยกันเชียร์และกระตุ้นพวกที่มีหน้าที่รับผิดชอบให้นำไปคิดต่อยอด เพราะระบบราชการในวันนี้ไม่ถูกทิศถูกทาง เป็นการแก้ปัญหาเพื่อให้หมดสตางค์”

อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า การจัดทำพิมพ์เขียว เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องทำออกมาให้เป็นรูปธรรมแม้จะต้องใช้เวลา ซึ่งยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาอุทกภัย ควรยึดหลัก 3 สูตร ได้แก่
1.ยุทธศาสตร์สู้ภัย คือ การเร่งขับเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว

“คลองที่ทุกคนรู้จัก คุ้นเคยและเป็นข่าวบ่อยๆ ในขณะนี้ ล้วนเป็นคลองแนวขวางเพื่อการเกษตร แต่คลองแนวดิ่งอันเป็นทางระบายน้ำลงทะเลกลับสูญหายและกลายเป็นสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกทั้ง แผนต่างๆ ของรัฐบาลเท่าที่เห็นก็ยังไม่ชัดเจน เห็นแต่ตัวแผนแต่อธิบายไม่ถูก อย่างไรก็ตามในปีนี้ (2555) ประชาชนก็อย่าเพิ่งตกใจ ให้ติดตามสถานการณ์ไว้อย่างมีสติและใช้ปัญญารู้คิด อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ เช่น กรณีการตื่นตัวเรื่องพ่อปลาบู่ ก็เรียกได้ว่าไม่มีสติ”

2.ต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับธรรมชาติ และสอดคล้องกับความเป็นไปของธรรมชาติเพราะการจะไปก่อสร้างการป้องกันขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนแก่งเสือเต้น ควรจะเลิกคิดได้แล้ว เนื่องจากแก้อะไรไม่ได้มาก

3.การหนี ต้องประเมินสถานการณ์ ยิ่งโดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานผิด อยู่ในที่ต่ำทางผ่านน้ำ เช่น พื้นที่ที่น้ำป่าไหลหลาก ต้องมีการย้ายถิ่นฐานใหม่ แต่สำหรับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย เราจะร่วมกันสู้อย่างเต็มที่ หรือจะมัวสนใจความคิดว่าจะย้ายเมืองหลวง ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไป

ที่มา http://www.thaireform.in.th/reform-the-news/item/7057-2012-02-02-09-33-07.html

หมอประเวศ ชี้ไทยประสบภัยพิบัติขั้นวิกฤต ย้ำทุกฝ่ายร่วมมือ ชูชุมชน-ท้องถิ่นเป็นแกนกลาง

โดย chonpadae on 11 ก.พ. 55 00.09

“ราษฎรอาวุโส” เสนอ 6 แนวทางในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เน้นจัดการปัญหาภัยพิบัติอย่างก้าวกระโดด ย้ำคนไทยต้องร่วมมือกล้าเผชิญวิกฤต ตั้งคณะกก.ป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติจากผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วน ด้าน“ภาครัฐ” ยัน พร้อมรับมติจากทุกภาคส่วนที่นำประโยชน์สู่ปชช.

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ  ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผู้ทรงคุณวุฒิ และราษฎรอาวุโส แสดงปาฐกถาในพิธีเปิดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 ในหัวข้อ "รับมือภัยพิบัติ จัดการสุขภาวะ" ว่าภัยพิบัติถือเป็นภัยหลวงที่กระทบต่อสุขภาวะของคนไทย ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องเผชิญกับภาวะนี้อีกอย่างน้อย 20 ปี พร้อมระบุภัยพิบัติไม่ได้มีเพียงภัยธรรมชาติ แต่ภัยพิบัติคือการบรรจบของวิกฤตต่างๆ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิกฤตการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการแย่งชิงทรัพยากร

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวถึงวิกฤตที่ผ่านมาเกิดจากการคิดแบบแยกส่วน ซึ่งส่งผลทำให้สังคมขาดพลัง แนวทางที่ควรจะเป็นในการเผชิญหน้ากับวิกฤตวันหน้าคือ คนไทยต้องร่วมมือกัน ต้องเลียนแบบตัวอมีบ้า สัตว์เซลเดียว ที่ยามปกติ จะต่างคนต่างอยู่ แต่ในสภาวะวิกฤตก็จะกระจุกตัวกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต

“ทุกวันนี้ สังคมไทยใช้แต่สมองส่วนหลัง ซึ่งเป็นสมองของสัตว์เลื้อยคลาน ใช้แต่การต่อสู้ เต็มไปด้วยความเกลียด ความโกรธ ขณะที่สมองส่วนหน้าหดหาย ซึ่งเป็นส่วนของสติปัญญา ความรู้ จริยธรรมและศีลธรรม ดังนั้น เพื่อการพัฒนา ประเทศไทยต้องเข้าเกียร์ใหม่ เปลี่ยนจากเข้าเกียร์หลังมาเกียร์หน้าแทน”

ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ จำต้องเชื่อมโยงส่วนที่แตกต่างเพื่อเผชิญภัยพิบัติและภัยสุขภาวะ โดยเสนอแนวทาง 6 ประเด็น คือ

1.คนไทยต้องเปลี่ยนโลกทัศน์ วิธีคิด จิตสำนึกใหม่ และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะคนไทยคิดเสมอว่าเราจะไม่ประสบภาวะวิกฤต จึงไม่มีใครเตรียมตัว เราต้องเพิ่มสมรรถนะเพื่อให้เกิดการตื่นตัวในข้อมูล

2.สร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทั่วประเทศเพื่อรับมือภัยพิบัติและจัดการภัยสุขภาวะ คือต้องสำรวจข้อมูลว่าภัยพิบัติในพื้นที่ของตนจะเกิดจากอะไรได้บ้าง จะป้องกันและรับมืออย่างไร ใครจะต้องทำอะไร จะต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง จะสื่อสารให้รู้ทั่วถึงกันอย่างไร ทำการซักซ้อมการเผชิญภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมอ

  1. มหาวิทยาลัยทุกแห่งควรมีศูนย์ศึกษาภัยพิบัติ เพื่อศึกษาลักษณะของภูมิประเทศ และภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การร่วมมือ โดยร่วมมือระหว่างชุมชนกับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

  2. มีระบบการสื่อสารที่สื่อสารให้รู้ความจริงถึงกันโดยทั่วถึง เพราะที่ผ่านมามีการสื่อสารสับสน จนไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง

5.มีเครื่องมือการตัดสินใจทางนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในทุกเรื่อง เพราะระบบรัฐ ระบบราชการและระบบการเมืองที่ผ่านมาเป็น “ระบบอำนาจ” ไม่ใช่ “ระบบปัญญา” จึงแก้ปัญหาอะไรไม่ค่อยได้ รวมทั้งควรมีการตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งนอกจากมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการแล้ว ควรมีกรรมการเสียงข้างมากที่รู้จริง ที่มาจากผู้นำชุมชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสาร และมีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระเพื่อสรรหาผู้มีความสามารถมาบริหารยุทธศาสตร์  และทำงานต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนราชการที่เต็มไปด้วยข้าราชการที่ไม่มีสมรรถนะ เสี่ยงต่อความล้มเหลว

6.ออกพระราชบัญญัติป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ มีการรวบรวมความรู้ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติทั้งหมดมาบัญญัติเป็นกฎหมาย เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน ตัวอย่างเช่นประเทศเยอรมนี มีกฎหมายน้ำท่วม คือหากให้ข่าวที่ไม่จริงจะถูกจับ เพราะถือเป็นการทำร้ายสังคม

ขณะที่ นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า สมัชชาสุขภาพเป็นการรวมตัวระหว่างเครือข่ายหลายภาคส่วน นำไปสู่ข้อสรุป ซึ่งท้ายสุด คนที่ได้ประโยชน์ที่แท้คือ “ประชาชน” ในฐานะตัวแทนภาครัฐ ยินดีสนับสนุนและผลักดันมติเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นฟูเข้าสู่ภาวะปกติได้ แม้จะใช้การจัดการจากทุกภาคส่วน ซึ่งในส่วนของรัฐบาลจะเน้นนโยบายระยะยาว โดยเตรียมพร้อมเรื่องการผลักดันพระราชกำหนดเพื่อรับมือกับภัยพิบัติโดยเฉพาะ เช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งต้องเร่งดูแลแก้ปัญหาในภาพรวมเพื่อให้ประเทศพ้นจากวิกฤต และเกิดความเชื่อมั่น

“ในฐานะที่ดูแลด้านสาธารณสุขก็จะนำมติเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผล แต่ยอมรับว่าหลายส่วนยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ เช่น เรื่องเหตุฉุกเฉิน ระบบส่งต่อ เรื่องยารักษาโรค การแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข แต่สิ่งที่อยากฝากคือการจะผ่านพ้นวิกฤติได้ “คนไทยต้องไม่ทิ้งกัน”

นางปรีดา คงแป้น กรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า ภัยที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แต่ภัยจากธรรมชาติ แต่ยังมีภัยจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนสัญญาณเตือนมนุษย์ว่าไม่ให้เราโลภ หรือหลงกับการพัฒนา ไม่ให้เราใช้ทรัพยากรอย่างทารุณ

“ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ มีคนเดือดร้อนจำนวนมาก และที่ผ่านมา การช่วยเหลือของหลายหน่วยงานมีข้อจำกัด เช่น ไม่มีแผนรับมือ ระบบที่วางไว้เกิดขัดข้อง หรือขาดความยืดหยุ่น ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาที่ดีสุดคือให้ชุมชนเป็นแกนกลางในการจัดการภัยพิบัติเอง เนื่องจากเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบ”

กรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า เราต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสคือ
1.ต้องผลักดันความเดือดร้อนประชาชนให้นำไปสู่การพัฒนา
2.บรรเทาความเดือดร้อนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
3.สนับสนุนให้ “คนใน” ดูแลกันเอง
4.กระจายความช่วยเหลือสู่ผู้เดือดร้อนเองเพื่อความรวดเร็ว และตัดวงจรการทุจริต
5.สร้างความผูกพัน ทำให้หลายชุมชนก้าวผ่านความชัดแย้ง
6.กระบวนการเยียวยาจิตใจให้มีพลัง ตั้งหลักเดินหน้า
7.พัฒนาศักยภาพชุมชนเชิงโครงสร้างสู่การร่วมมือจัดกันระยะยาว และ
8.สร้างจิตสำนึกสาธารณะ พลิกจากชุมชนประสบภัยเป็นชุมชนแห่งการป้องกันภัย มีการพัฒนาแนวราบแทนแนวดิ่ง
ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่การจัดการให้ชุมชนมีแผนรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลที่ใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาดังกล่าวกว่า 3.5 แสนล้านบาท จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

ด้าน นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด กล่าวว่า นครปากเกร็ดถือเป็นท้องถิ่นเล็กๆ แต่ทุกฝ่ายพยายามบริหารจัดการโดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่ เข้าใจภาพรวมพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาเข้าใจว่ามีหลายท้องถิ่นที่พยายามปกป้องพื้นที่ตนเอง บางที่ก็สำเร็จ บางที่ก็ประสบปัญหา แต่สิ่งที่สะท้อนท้ายสุดคือการทำให้ทุกพื้นที่เกิดความร่วมมือร่วมใจ

จากภัยพิบัติที่ผ่านมาทำให้มองเห็นว่าชุมชนมีกระบวนการแก้ปัญหาซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว  แต่ต้องอาศัยคนในชุมชนแต่ละพื้นที่ร่วมกันหารูปแบบที่เหมาะสมของตนเอง เพื่อนำไปสู่การจัดการและการรับมือที่ดี ตัวอย่างจากพื้นที่นครปากเกร็ด ทีมงานมีการประเมินตลอดว่าเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ ทำให้ต้องสร้างแผนป้องกันสาธารณภัยโดยปรับปรุงทุกปี เพราะภัยพิบัติแต่ละครั้ง บริบทของปัญหาต่างกัน ส่วนหนึ่งที่สำเร็จคือมีกำลังคน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณพอสมควร รวมทั้งมีการสื่อสารทำความเข้าใจผ่านเครือข่ายชุมชนเพื่อสร้างความมั่นใจ สร้างขวัญและกำลังใจให้คนในพื้นที่

อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครสามารถจัดการปัญหาได้สำเร็จเพียงลำพัง โดยเฉพาะปัญหาภัยพิบัติดังนั้น ข้อเสนอคือรัฐต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ให้ท้องถิ่นสามารถนำทรัพยากรมาแก้ปัญหาภัยพิบัติแบบบูรณาการ ส่วนภาครัฐผันตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณและข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา http://www.thaireform.in.th/2011-12-30-06-57-30/item/7061-2012-02-02-14-28-51.html

คจ.สช. รับรอง 6 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4

โดย chonpadae on 8 ก.พ. 55 00.51

กรุงเทพฯ -- 4 กุมภาพันธ์ 2555 –
ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) เคาะฉันทามติรับรองหกร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ระบุบางมติสามารถหยิบนำไปใช้ได้ทันที ขณะที่บางมติต้องอาศัยอำนาจรัฐหนุน พร้อมดัน นางศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ตัวแทนจากภาคธุรกิจขึ้นเป็นประธาน คจ.สช. คนต่อไป หวังให้สังคมรับรู้ว่าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องร่วมมือทำ ไม่ใช่ผลักภาระให้รัฐหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งดูแล

          รศ.ดร.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตนา ประธาน คจ.สช. เป็นประธานกล่าวปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 ด้วยการลงฉันทามติรับรองร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติทั้งหกเรื่อง โดยไม่มีประเด็นใดติดขัดจนต้องนำไปถกต่อในปีหน้า ส่วนการนำไปใช้บางมติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชนสามารถนำไปหลักปฏิบัติได้ทันที ขณะที่บางมติต้องรอนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช. เพื่อผลักเข้าสู่คณะรัฐมนตรีก่อนประกาศใช้ต่อไป

          ด้านการติดตามความคืบหน้ามติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติสามปีที่ผ่านมา มีการดำเนินงานเป็นที่พอใจ โดยเฉพาะประเด็นการยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม โรคติดต่ออุบัติใหม่ และการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ การประชุมครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นสองวันครึ่ง มีสมาชิกเข้าร่วมทั้งหมด 206 เครือข่าย 1,162 คน โดยกลุ่มที่ตื่นตัวมากที่สุดคือกลุ่มพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด

          ทั้งนี้ หกร่างมติที่ได้รับการรับรองประกอบด้วย
1.การจัดการปัญหาโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายทางวิทยุท้องถิ่น เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต
2.ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ
3.การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคนทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ
4.การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง
5.การบริหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำขนาดเล็กอย่างยั่งยืน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน
6.การจัดการปัญหาฆ่าตัวตาย (สุขใจไม่คิดสั้น)

          “ถามว่ามีประเด็นใดบ้างที่ต้องเร่งดำเนินการ ขอเรียนว่าทุกประเด็นมีความสำคัญเท่ากันหมด และต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพียงแต่บางประเด็นท้องที่สามารถหยิบไปเป็นหลักทำได้เลย ขณะที่บางประเด็นต้องอาศัยอำนาจรัฐในการขับเคลื่อน โดยต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม คสช. ที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อคัดกรองว่ามีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องในแต่ละมติและแต่ละองค์กรมีหน้าที่รับชอบอย่างไร ก่อนยื่นต่อให้ ครม.เห็นชอบไว้เป็นหลักอิงในการทำงานพร้อมประกาศใช้ให้เป็นตามเจตนารมณ์ของสมาชิกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ทั้งนี้ยืนยันว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นของทุกคนที่ต้องร่วมมือกันเดินหน้าปฏิบัติ มิใช่เป็นการผลักภาระให้รัฐหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้จัดการ”

          นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในมติการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกันสถานการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องเร่งรีบจัดการ และมติมีสาระสำคัญ อาทิ ให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กป.ภช.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดให้มีกระบวนการทบทวนและปรับปรุงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และให้ความสำคัญกับการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง พัฒนากลไกและระบบสนับสนุนงบประมาณและ/หรือเงินกองทุนในระดับชาติเพื่อการดำเนินงาน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทในพื้นที่เสี่ยง โดยการสนับสนุนของกระทรวงมหาดไทย จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ขอให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนระดับชาติเพื่อสนับสนุนให้เกิดกลไกบริหารการจัดการภัยพิบัติ การบริหารแบบโลจิสติกส์ การจัดการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย พร้อมส่งเสริมการบริการจัดการภัยพิบัติด้านอื่น ๆ ในระดับชุมชนท้องถิ่น โดยออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ กสทช.จัดสรรคลื่นความถี่อย่างพอเพียงเพื่อใช้สำหรับรับมือภับพิบัติธรรมชาติเป็นการเฉพาะ และขอใหจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงทุกจังหวัด สนับสนุนให้มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนงานการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติในพื้นที่ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม

            ด้านนางศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานกรรมการบริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในฐานประธาน คจ.สช. คนต่อไป ที่มาจากภาคส่วนของภาคธุรกิจ กล่าวถึงทิศทางของการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5 ว่ายินดีที่ได้รับเกียรติให้เป็นประธาน คจ.สช. ในการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งหน้า และมองว่าประเด็นเร่งด่วนที่สมควรทำคือมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 ในเรื่องการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ หรือการนำ HIA ไปใส่ใน FTA ของการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในขึ้นปี 2558 ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพราะการเปิดเสรี FTA เป็นกระบวนการที่สร้างความเจริญให้กับประเทศ แต่ก็สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นกับประชาชาชนได้ด้วย แต่อะไรที่เป็นผลเสียเพียงเล็กน้อย ก็ต้องแลกกับผลด้านบวกหรือความเจริญของประเทศที่ใหญ่ และในส่วนที่เป็นผลกระทบนั้น ก็ต้องหันมาให้ความรู้แก่ประชาชนในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ยังจะดูในเรื่องของอาหารและยาที่เป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน และการก่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บที่ซึ่งผลต่อการพัฒนาประเทศ โดยจะผลักดับในเรื่องเกษตรไร้สารพิษ เรื่องโรคอ้วนและการบริโภคที่ผิดพลาดของทุกเพศทุกวัย โดยเน้นให้ความรู้ทางโภชนาการที่ถูกต้อง และมีมาตรการให้ประชาชนเข้าถึงยาหลักให้ยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การที่ประเทศไทยจะเป็นเมดิเคิลฮับ ซึ่งทั้งหมดต้องมาจากรากฐานประชาชนสุขภาพดี

          “ส่วนตัวแล้วมองกระบวนการนโยบายสาธารณะที่เกิดจากเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ทำมา 4ปี ถือว่าสำเร็จด้วยดี ในการทำให้ประชาชนรู้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องทำให้สังคมไทยเป็นสังคมสุขภาวะ และสมควรที่จะจัดทำอย่างต่อเนื่องสืบไป โดยเน้นใช้ภูมิปัญญาของประชาชนในพื้นที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้มีผลกระทบแล้วต้องมานั่งแก้ไขทีหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา และในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจ ขอบอกว่าเราก็เป็นพวกเดียวกับประชาชน เพียงแต่ภาคธุรกิจเป็นกลุ่มที่เอาปัญหามาปฏิบัติแก้ไข และถ้านักธุรกิจเข้าใจปัญหา และหาทางแก้ไขก็จะเป็นเรื่องดี แต่ที่ผ่านมาเพราะไม่รู้เลยไม่ได้แก้ไข”

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการติดตามความคืบหน้ามติสมัชชาแห่งชาติในปีก่อน มีผลการดำเนินงานลุล่วงไปหลายมติ โดยเฉพาะประเด็นการยุติการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมโรคติดต่ออุบัติใหม่ และการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ ที่มีแนวปฏิบัติเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งร่างเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาที่จะใช้เป็นเกณฑ์กลางของประเทศ ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหลือเพียงนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติและประกาศใช้ พร้อมผนึกกำลังโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศทั้งรัฐและเอกชน อาทิ ศิริราชและบำรุงราษฎร์ เดินหน้าสร้างจริยธรรมการส่งเสริมการขายยาด้วยการนำร่องใช้ร่างเกณฑ์ฯ ล่วงหน้า ส่วนยุทธศาสตร์โรคติดต่ออุบัติใหม่ พ.ศ.2555-2559 ก็จะแล้วเสร็จพร้อมประกาศใช้ในเดือนมีนาคม 2555 โดยเน้นการจัดการในส่วนของกระบวนการเลี้ยงสัตว์ สุขภาพสัตว์ และสัตว์ป่าให้ปลอดโรค ขณะที่ระบบเฝ้าระวังป้องกัน รักษา และควบคุมโรคในคน เตรียมพัฒนาจัดทำเป็น “เอกาสุขภาพ” (one health) ฟากการนำ HIA ไปเป็นหนึ่งของกระบวนการ FTA ก็จัดทำยุทธศาสตร์ 5ประการ ในการไปทำความตกลงกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย และคาดว่า 3-4 เดือนต่อจากนี้จะมีรูปแบบการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรม

ที่มา http://www.samatcha.org/?q=node/452

ย้ำมติสมัชชาไม่เอาปิโตรเคมี จับตารัฐหูทวนลมเสียงประชาชน(ตอนที่ 3)

โดย chonpadae on 8 ก.พ. 55 00.41

รายการสมัชชาสุขภาพทางอากาศ  สถานีวิทยุ FM 88.0 MHz มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.)ประจำวันเสาร์ที่ 17ธันวาคม 2554
            ดำเนินรายการโดยอรุณรัตน์ แสงละอองและบัญชร วิเชียรศรี
            ติดตามความคืบหน้ามติสมัชชาสุขภาพภาคใต้ 2552 วาระแผนพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืนต่อจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีอาจารย์ประสาท มีแต้มมาเป็นวิทยากรโดยครั้งนี้เป็นมุมมองจากตัวแทนสมัชชาสุขภาพภาคใต้ 2 ท่านคือศยามล ไกรยูรวงศ์ และกิตติภพ สุทธิสว่าง
................................................................................................................................................................................................................................
            กิตติภพ สุทธิสว่าง กล่าวว่าการที่  กป.อพช. ประสานงานกับกลุ่มปัญหาต่างๆ พบว่าทิศทางการพัฒนามีผลหลายมิติเสมอไม่ว่า การเมือง สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม บทเรียนที่ผ่านมาที่สภาพัฒน์ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ หลายกรณีส่งผลต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม สังคมโดยรวม
          “เรามาเห็นว่าช่องทางที่สมัชชาสุขภาพทำไปแล้ว กลไกนี้สามารถสะท้อนให้นำไปสู่การลดความขัดแย้ง แต่เมื่อดูบรรยากาศ ที่เป็นอยู่ขณะนี้ บางอย่างกลับเข้าสู่กระบวนการเดิม"
            เขาหมายถึงกรณีที่ภาคประชาชนส่งข้อมูลขึ้นไปให้ทบทวนโครงการ สุดท้ายรัฐบาลไม่ฟัง
          “ผมพบว่าการเดินทางมาหาดใหญ่ของนายกยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศเดินหน้าโครงการพัฒนาภาคใต้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้นผมมองว่ามันจะมีผลระทบทางการเมือง  เศรษฐกิจ สังคม”
          กิตติภพ มองว่าความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ภาคใต้พึ่งตนเองได้สูงในทุกมิติ ภาคเกษตร มีมูลค่า 315,141 ล้านบาท เป็น 35 % ของมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรของประเทศ  การท่องเที่ยว 150,000 ล้านบาท  การศึกษา 54,211 ล้าน
          “ถ้าการกำหนดรูปแบบการพัฒนามาในรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงานและปิโตรเคมี เราก็เห็นบทเรียนมาจากมาบตาพุด เห็นปัญหาอากาศเสีย น้ำเสีย มลพิษ เยอะแยะไปหมด  สุขภาพแย่ ไม่มีการกระจายรายได้ ผลประโยชน์ส่วนมากได้กับคนต่างชาติ” กิตติภพกล่าวว่าที่ผ่านมาเขาพยายามคุยให้เห็นว่าปิโตรเคมีการท่องเที่ยวไปด้วยกันไม่ได้ โดยยกกรณีมาบตาพุดมาสรุปให้เห็นชัดเจน กรณีชาวจะนะเขาเห็นว่าแม้แต่พี่น้องประชาชนที่เคยสนับสนุนโครงการมาก่อน ทุกวันนี้ก็ออกมาเรียกร้องถึงผลกระทบเยอะมาก ทั้งโรงแยกก๊าซ และโรงไฟฟ้า และประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่กับประชาชน หรือท้องถิ่น อย่างที่เคยคุยเอาไว้ช่วงแรก
        “ผมคิดว่าทิศทางที่เราเสนอไม่ใช่ลอยๆ แต่มาจากการวิจัย วิเคราะห์ ประสบการณ์ที่สภาพัฒน์ทำมา  และ ครม. เคยเห็นมาแล้วด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้เป็นเหมือนสุญญากาศ เพราะว่า พอมีมติสมัชชาก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ แถมในพื้นที่ก็ยังเดินหน้าทำอยู่ แบบที่สตูลเดินหน้าทำท่าเรือน้ำลึก  สงขลา นคร ก็ต่างเดินหน้า มุมแบบนี้เท่ากับไม่หันหน้ามาคุย ในด้านการเมืองถ้าไม่หันหน้ามาคุยกันจะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดการละเมิดสิทธิตามมาใช่ไหมครับ  อาจต้อง ใช้ตำรวจ มาขับเคลื่อนชุมชน เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมาถ้าพยายามทำ หลายพื้นที่จะแย่เลย”
        กิตติภพบอกว่าที่ผ่านมา พื้นที่กรณีจะนะที่เขาเกี่ยวข้องโดยตรงอยู่  ธุรกิจนกเขาชวาของคนในท้องถิ่น ทำรายได้ดูดเงินจากประเทศ บรูไน สิงคโปร์ มาเล อินโดนีเซีย มูลค่าพันกว่าล้านต่อปี ถ้ามีอุตสาหกรรมเข้ามาย่อมกระทบธุรกิจชาวบ้านที่ทำมา 10-20 ปี
        “หรือบางพื้นที่อย่างตำบลนาทับ แต่ก่อนหาปลาไม่ได้เลย เราเข้าไปถอดบทเรียน กับชาวบ้าน เขาทำปะการังเทียมแบบชาวบ้าน ปลามาอยู่  หากินหน้าบ้าน มีรายได้ดี ครอบครัว ชุมชนดีขึ้น ล้วนเป็นกรณีให้เห็นว่า ถ้าเรากำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับ วิถีหรือฐานทรัพยากร วัฒนธรรมของเขา จะยั่งยืนและมีรายได้ชัดเจน” เขาจึงเห็นด้วยกับอุตสาหกรรมที่ต่อยอด สอดคล้องกับภาคเกษตร  ประมง ยาง ปาล์ม ซึ่งเป็นจุดแข็งของภาคใต้
        กิตติภพเล่าต่อว่า คณะกรรมการสมัชชาภาคใต้มาจาก คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชนที่อยู่ในจังหวัดต่างๆใน14 จังหวัดภาคใต้  ซึ่งเป็นชุมชนที่ทำงานด้านพัฒนา แก้ปัญหาชุมชนตัวเอง การรวมกลุ่มอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสตรี ไม่ใช่เป็นแค่ตัวแทน 2,000 คนตามหลักเกณฑ์ของสมัชชา แต่ มีความหมากหลายมาก
“อย่างกลุ่มทะเลสาบสงขลามีกลุ่มเครือข่าย การมาทำตามทิศทางที่สภาพัฒน์ว่าก็ต้องทำเขื่อนในทะเลสาบสงขลา เครือข่ายไม่เห็นด้วยมาตลอด เพราะทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของคนภาคใต้ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ใช่แหล่งน้ำของโรงงานอุตสาหกรรม  การเอาอุตสาหกรรมเหล็กลงไปคาบสมุทรสทิงพระ ต้องทบทวน”
        เขามองว่าการดำเนินโครงการพัฒนาต้องสนใจเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยการพัฒนาแต่ละที่ต้องมีการศึกษา EIA  หรือ HIA  ซึ่งที่ผ่านมาเหล่านี้คือปลายเหตุ แต่กระบวนการที่ต้องเน้น คือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายไม่เฉพาะฝ่ายรัฐบาลกับธุรกิจอย่างเดียว หมายถึงว่าภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ ต้องมามีส่วนร่วม มาคุยกัน “แต่ที่ผ่านมาแม้ว่าใช้กระบวนการสมัชชา เขายังไม่ฟังอยู่ดี  ถ้าท่าที เงื่อนไข แบบนี้ไม่สนใจกลไกที่เกิดขึ้น ตามกฎหมาย ทางออกจะเป็นอย่างไร ผมว่าทางออกมาสู่เรื่องเดิม คือการทำโครงการต้องใช้เงินประชาสัมพันธ์  ตั้งกองทุนใกล้โรงงานบ้าง เพื่อดูแลเหมือนที่ผ่านมา”
        มุมแบบนี้ถ้ามาคุยแบบมีส่วนร่วม  เขามองว่าอาจเปลี่ยนแปลง หรือมีทางออก จากการคุยกันเพื่อดูศักยภาพของพื้นที่ว่ามีอะไรเหมาะ ไม่เหมาะ จำเป็นหรือไม่
“แทนที่จะคิดว่าธุรกิจกับการเมืองตัดสินได้แต่ขัดรัฐธรรมนูญ  ทั้งหลายต้องหันมาเปลี่ยนมุมมอง  แม้แต่ชาวบ้านเองก็ต้องรับฟังมากขึ้น ฟังจากมุมธุรกิจว่าทำไมคุณต้องทำ ทำได้จริงหรือเปล่า บนโต๊ะเจรจราบนกลไกต่างๆต้องเคารพกัน
      “ผมอยากชวนคนไทยว่าทุกภาคส่วนน่าจะมาช่วยกันคิด ไม่นั้นเราจะโดนเหมือน แม่เมาะ มาบตาพุด ท่าศาลา สุดท้ายฐานชีวิตของพวกเราจะหมด เพราะว่าทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้องสร้างเขื่อนเป็นแหล่งน้ำให้อุตสาหกรรม  อย่างสงขลาไม่พ้นเขาน้ำค้างซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ลักษณะภาคใต้ภูเขาแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ถ้าสร้างเขื่อน ถมทะเลระเบิดภูเขาอีกจะเป็นอย่างไร  ทะเลเป็นแหล่งรองรับสารเคมี แทนที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว  อุตสาหกรรมเหล่านั้นคนที่เป็นเจ้าของก็ไม่ใช่คนบ้านเรา อย่างดีเราได้เป็นแค่ลูกจ้าง ซึ่งที่จะนะ ก็พบว่าที่เคยเป็นลูกจ้างเขาช่วงแรกก็ถูกปลดหมดแล้ว เพราะเขาเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี”
        สำหรับการการแสดงเจตจำนงแบบง่ายๆ ของประชาชนในการมีส่วนร่วมเขาแนะว่าควร ทำอย่างชาวบ้านบ่อนอกประจวบคีรีขันธ์ คือทุกภาคส่วนขึ้นธงเขียวเป็นสัญลักษณ์ไม่เอาปิโตรเคมี
        “ถ้าตามดูดีๆ จะพบว่าสมัชชชาสุขภาพจังหวัดสงขลาบอกว่าให้ทบทวนโครงการ ที่เสนอไปทาง ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ถ้าพูดอย่างเดียวไม่แสดงตัวตน สัญลักษณ์ จะถูกมองว่า เป็นแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่มากอีกซึ่งก็โดนมองเช่นนี้มาแล้ว ว่าเป็นชาวจะนะ ระโนด หรือที่อื่นเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าทั้งเมืองประกาศทิศทางชัดว่าอย่างนี้ไม่เอานะ แล้วมีข้อเสนอชัดเจน เป็นระบบที่ได้นำเสนอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไป  ช่วยกัน ตาม คุย บอกกล่าว แสดงออกมานี่คือเป็นมุมหนึ่งที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงได้”
มีนิมิตหมายที่ดีว่าภาคประชาชนกำลังลุกขึ้นมาหลายภาคส่วนแล้วส่งผลให้มีการรับฟังมากขึ้น เขามองว่า กรณีปฏิบัติการเพชรเกษม41 เห็นได้ชัด และไม่นานมานี้ กรณีท่าศาลา ที่ กฟผ.จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
        “พี่น้องท่าศาลามาเป็นหมื่นจับมือล้อมอำเภอ ตอนนี้การผลักดันโครงการก็เงียบไป  อย่างน้อยระงับไป มุมแบบนี้ พลังที่แสดงออกต้องมีพื้นที่ให้ ซึ่งที่ท่าศาลา อบต.ก็มาร่วมกับชาวบ้าน ไม่เห็นด้วยกับถ่านหิน ซึ่งมุมแบบนี้มีอยู่  ที่สงขลาในปีหน้า (2555) จะมีการเดินรณรงค์ ศิลปินในภาคใต้ จะเป็นเป็นมุมใหม่ ที่ต่างจากการเคลื่อนภาคประชาชนในอดีต แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่เข้าใจสิทธิ ยังคิดว่ารับจะทำอะไรก็ได้ อย่างนั้นอยู่ ต้องมีการให้ความรู้หรือพูดคุยกันให้มากกว่านี้”
        กิตติภพยังบอกว่าให้จับตาสัญญาณที่ว่าอุตสาหกรรมกำลังลงมาอย่างชัดเจนกรณีสงขลา คืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากระยอง ลงมาทอดกฐินที่จะนะ มีบริษัทบางบริษัทเริ่มทำประชาสัมพันธ์โดยการแจกชองชำร่วยกับชาวบ้าน ขณะที่ อีไอเอของปิโตรเคมีฉบับสงขลาเสร็จแล้ว กำหนดให้อยู่ที่บ้านปึกขนาดพื้นที่  2,400 ไร่


ถนอม ขุนเพ็ชร์ ....เรียบเรียง

53 items(1/6) 2 3 4 5 Next » Last »|